เมื่อเข้าสู่สวนสาธารณะฝั่งที่เงียบกว่า มู่กุยฝานจึงไม่ทันสังเกตเห็นชางชิงเป่ยซึ่งกำลังแอบแฝงตัวตามมาในเงามืด
“ทางนี้ค่ะ…” ซู่เป่าถือเข็มทิศขนาดเล็กที่อาจารย์จี้ฉางมอบให้ มันมีขนาดกะทัดรัดเหมือนนาฬิกาข้อมือ
เธอพามู่กุยฝานเดินไปยังต้นไทรริมน้ำ ต้นไทรต้นนี้ไม่ใหญ่นัก ลำต้นหนาประมาณขาของผู้ใหญ่ กิ่งก้านแผ่ยื่นออกไปเหนือผิวน้ำ มีเถาวัลย์ห้อยระย้าลงสู่แม่น้ำเป็นสาย
เข็มทิศหยุดนิ่งสนิทเมื่อมาถึงจุดนี้
“ที่นี่เหรอ?” มู่กุยฝานถาม เขามองด้วยตาเปล่าไม่เห็นสิ่งผิดปกติใด ๆ จึงปล่อยมือจากลูกสาวแล้วกำชับ “ยืนรออยู่ตรงนี้ อย่าขยับไปไหนนะ พ่อจะลงไปดูเอง”
พื้นดินรอบโคนต้นไทรเปียกลื่น มู่กุยฝานก้าวลงไปอย่างระมัดระวัง เขาเดินลึกลงไปสองสามเมตรก่อนเงยหน้ามองลอดผ่านพุ่มไม้ และหญ้ารกที่ปกคลุมรากต้นไทรอยู่…
เมื่อมองไปเขาก็ต้องชะงักจนหัวใจแทบหยุดเต้นไปหนึ่งจังหวะ ความรู้สึกเยือกเย็นแล่นวาบจนหนังศีรษะชาหนึบ!
ภายใต้รากต้นไทรนั้น ปรากฏร่างของหญิงสาวผมยาวคนหนึ่งยืนอยู่กะทันหัน เส้นผมถูกย้อมเป็นสีเหลืองทิ้งตัวปรกแก้มทั้งสองข้าง เธอกำลังก้มหน้า สวมเสื้อเอวลอยจับคู่กับกระโปรงจีบสั้นสีเทา
เธอยืนนิ่งปล่อยแขนแนบข้างลำตัว แต่ท่อนแขนนั้นกลับซีดเผือดและบวมอืด เล็บตรงปลายนิ้วดำคล้ำดูน่าสยดสยอง ขาทั้งสองข้างก็ขาวซีดไร้เลือด สวมรองเท้าหนังสีดำส้นเตี้ยกับถุงเท้าสีขาวมีระบายขอบสวยงาม
ราวกับได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว เด็กสาวคน