ล้ว! พวกเราหนีเถอะค่ะแม่!”
คุณนายซูเคาะรองเท้ากับพื้นเบา ๆ ก่อนวางลงที่เดิม พลางมองระเบียงซึ่งกลับมาเงียบสงบอีกครั้งด้วยความเหนื่อยใจ
จริง ๆ เลยนะ… โตจนหมาเลียตูดไม่ถึงแล้ว ยังต้องให้คนแก่อย่างฉันคอยห่วงอีก
ถ้าวันไหนฉันไม่อยู่แล้ว บ้านนี้จะเป็นยังไงนะ…
คุณนายซูบังคับรถเข็นกลับเข้าห้องพลางจัดผ้าคลุมไหล่ให้เรียบร้อย เงาหลังของเธอช่างดูเหนื่อยล้าและผ่านโลกมาโชกโชน
ซูจิ่นอวี้เดินถอยหลังพร้อมหันกลับมามองเงาหลังของคุณแม่ของเธอเป็นระยะ ดวงตาของเธอเอ่อล้นไปด้วยน้ำตา สายตาอาลัยอาวรณ์ไม่อยากละไปแม้แต่วินาทีเดียว จนกระทั่งบานประตูห้องปิดลง…
ไม่เป็นไร…
ยังมีเวลา…
เธอปลอบใจตัวเอง ก่อนจะถึงวันที่สิบสี่เดือนเจ็ด เธอยังพอมีเวลาบอกลาทุกคนอย่างดี…
หลังจากกลับเข้าห้องแล้ว คุณนายซูผู้เฒ่ากลับนอนไม่หลับอย่างที่คิด เธอนอนมองเพดานเงียบ ๆ ในหัวคิดวนเวียนอยู่แต่เรื่องของหลานสาว
พรุ่งนี้เช้าจะทำอะไรให้ซู่เป่ากินดีนะ?
ถ้าซู่เป่าเข้าโรงเรียนอนุบาลแล้วคงจะโตไว
แล้วโรงเรียนประถมล่ะ จะให้เข้าที่ไหนดี?
ซู่เป่าฉลาดขนาดนั้น คงจะเรียนทันเพื่อนได้ไม่ยากหรอกมั้ง?
อย่างน้อยก็คงไม่ทำให้ปวดหัวเหมือนหานหานใช่ไหม?
คุณนายซูยิ่งคิดก็ยิ่งฟุ้งซ่านจนนอนไม่หลับ พอหันไปเห็นท่านผู้เฒ่าซูที่นอนกรนสนั่นไม่สะทกสะท้านกับสิ่งใด ก็เกิดหมั่นไส้จนเผลอเตะเข้าสีข้างของสามีไปหนึ่งที!
นี่เป็นการขยับร่างกายตามสัญชาตญาณความโมโห จนหญิงชราเองก็ยั