งไม่ทันรู้ตัวว่าเท้าสะกิดคนไปแล้ว ในหัวยังคงวนเวียนอยู่แต่เรื่องโรงเรียนของหลานจนไม่ได้สังเกตปฏิกิริยาของคนข้างกาย
ท่านผู้เฒ่าซูสะดุ้งพลิกตัวพลางคว้าผ้าห่มมาคลุมจนมิดหัว
คุณนายซูบ่นกระปอดกระแปดเสียงเบา “นอนเข้าไป! เสียงดังขนาดนี้ยังหลับลงได้เหมือนหมูไม่มีผิด!”
“ครอก… ฟี้…”
คนบ่นถึงกับพูดไม่ออก ตอนสาว ๆ เธอเคยอ่านนิยายที่ชอบบรรยายว่า ‘หลับสนิทจนฟ้าผ่าก็ไม่ตื่น’ แล้วคิดว่ามันเกินจริง ใครจะไปนึกว่าชีวิตจริงจะได้แต่งงานกับชายที่หลับลึกราวกับซ้อมตายแบบนี้!
“เฮ้อ…”
สุดท้ายเธอก็นอนพลิกไปมาจนทนไม่ไหว ลุกขึ้นมาเตรียมอาหารเช้าเสียเลยดีกว่า
เช้าวันรุ่งขึ้น ทั้งซูอิงเอ๋อร์ ซู่เป่า และซูเหอเวิ่น ไม่มีใครโผล่หัวออกมาจากห้องได้เลยสักคน
จะมีก็แต่ซูอีเฉินที่ยังคงรักษามาตรฐานคนนอนดึกตื่นเช้า เดินลงมาทานมื้อเช้าได้ตามปกติ
ท่านผู้เฒ่าซูดูสดชื่นกระปรี้กระเปร่า กำลังนั่งจิบชาพร้อมกับทำหน้าบึ้ง “เจ้าห้ายังไม่ตื่นอีกเหรอ? แล้วซูเหอเวิ่นล่ะไปไหนเสียล่ะ? จะพากันขี้เกียจเลียนแบบซูจื่อซีกันหมดบ้านหรือไง?”
“แล้วมู่กุยฝานล่ะ?”
ซูอีเฉินจิบชาเข้มเพื่อปลุกตัวเองก่อนตอบ “ออกไปวิ่งแล้วครับ”
“ซูอีเฉิน… เมื่อคืนตอนดึกแอบไปห้องฉุกเฉินมาอีกแล้วใช่ไหม?” ท่านผู้เฒ่าซูพ่นลมหายใจออกทางจมูก
ที่ท่านถามแบบนี้ เพราะสังเกตเห็นความผิดปกติที่ทุกคนดูอิดโรยเหมือนไม่ได้หลับไม่ได้นอน และคิดว่าเมื่อคืนคงมีใครเจ็บป่วยกะทันหันจนต้องวุ่นว