นด้วยความช็อก เอามือปิดแก้มที่เริ่มบวมแดง
มู่กุยฝานตอบกลับด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ทำไมล่ะ? ฉันไม่ตบคนอื่น แต่ตบคุณ คุณไม่ควรกลับไปคิดดูบ้างเหรอ?”
“แถมต้องบอกด้วยนะว่าหน้าคุณหนาเกินไปหน่อย ตบทีเดียวทำเอามือผมเจ็บไปหมด” เขาดึงมือกลับมาหมุนข้อมือไปมาเบา ๆ
ท่านผู้เฒ่าซูและคุณยายซูยืนอึ้งตาค้าง แม้แต่ซูอีเฉินที่กำลังจะกดโทรศัพท์ก็หยุดชะงัก…
ต้องยกให้เขาจริง ๆ ถึงการตบครั้งนี้ แม้ดูผิดศีลธรรมไปหน่อย แต่มันช่างสะใจเป็นบ้า!
“พวกคุณอยากไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจร่างกาย และเรียกร้องค่าเสียหายใช่ไหม?” มู่กุยฝานจ้องมองด้วยสายตาเย็นชา “มานี่ซู่เป่า… เดี๋ยวพ่อให้เงินเพิ่มอีกล้านหนึ่ง หนูไปซ้อมพวกมันเพิ่มอีกสักสองยกสิลูก”
คุณพ่อ… นี่เราเล่นกันแบบนี้เลยเหรอคะ?
“แก…แกมัน…” ยายเฒ่าโกรธจนพูดไม่ออก
“ก็ถ้าคุณไปโรงพยาบาลแล้วตรวจไม่พบแผลอะไรที่มันรุนแรง ผมเกรงว่าคุณจะขู่กรรโชกทรัพย์ผมได้ไม่ถนัดมือน่ะสิ” มู่กุยฝานแสยะยิ้มชวนขนหัวลุก
ซูอีเฉินถึงกับหลุดหัวเราะออกมา
ช่างเป็นคนที่ไม่เดินตามสามัญสำนึกจริง ๆ
หญิงชราโกรธจัดจนหน้าดำหน้าแดง ความดันพุ่งปรี๊ด “รอดูเถอะ… พวกแกเตรียมตัวไว้เลย…” สมองเธอรวนไปหมด เธอไม่เคยถูกใครรังแกขนาดนี้มาก่อนในชีวิต เธอยิ่งมั่นใจว่าที่ซู่เป่ากล้าตีคนอื่น ก็เพราะมีพ่อแม่นิสัยถ่อยแบบนี้นี่แหละ!
คุณยายตัวแสบหันไปถลึงตาใส่ผู้อำนวยการและครูฮวา “พวกคุณไม่คิดจะจัดการอะไรเลยใช่ไหม? ได้! คอยดูเถอะ ฉันจ