ยจนไม่กล้าขยับ
“วันนี้ผมจะพูดให้ชัดเจนอีกครั้ง… ผม มู่กุยฝาน ไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับตระกูลมู่กลุ่มนี้ทั้งสิ้น!” มู่กุยฝานมองดูภาพความวุ่นวายตรงหน้าด้วยใบหน้าไร้อารมณ์
“ต่อไปนี้ หากใครในตระกูลนี้กล้าใช้ชื่อของคุณปู่ผมไปหลอกลวงหรือแอบอ้างอีก อย่าหาว่าผมไม่เกรงใจ!”
ซู่เป่าพยักหน้าหงึกหงักเห็นด้วย “ใช่ค่ะ! ไม่ต้องเกรงใจเลย!”
เด็กน้อยฉีกยิ้มกว้างจนเห็นเขี้ยวเล็กสองซี่ ดูแล้วทั้งน่ารักและดุดันในเวลาเดียวกัน มือของเธอกำหมัดแน่นพยายามเลียนแบบท่าทางเคร่งขรึมของคุณพ่อ
มู่กุยฝานยกยิ้มมุมปากด้วยความพอใจ มือข้างหนึ่งอุ้มซู่เป่าไว้แน่น ส่วนอีกข้างก็รับป้ายเกียรติยศจากหวั่นเถาแล้วโยนเข้าไปในรถอย่างไม่ใยดี
จากนั้นเขาก็วางซู่เป่าลงบนเบาะด้วยความทะนุถนอม ดวงตาสีเข้มฉายแววเอ็นดู “นั่งให้ดีนะเจ้าตัวเล็ก… พ่อจะพาเธอกลับบ้าน”
ซูอีเฉินที่ยืนดูเหตุการณ์อย่างสุขุมมาตลอดพลันได้สติขึ้นมาทันที
เดี๋ยวสิ! พูดคุยกันเสร็จแล้วก็แล้วไป
แต่การจะมาอุ้มซู่เป่าขึ้นรถหนีไปหน้าตาเฉยแบบนี้มันหมายความว่ายังไง!?
“เดี๋ยวก่อน!” ซูอีเฉินสีหน้าเย็นเยียบ รีบวิ่งตามไปทันที
ทว่ารถคันยักษ์กลับออกตัวพุ่งชนประตูเหล็กของตระกูลมู่ที่พังแหล่ไม่พังแหล่จนกระเด็นออกไปเสียงดังโครม! ก่อนทะยานหายไปในความมืดมิดของราตรีอย่างโฉ่งฉ่าง
ซูอีเฉินยืนนิ่งอึ้งอยู่ท่ามกลางฝุ่นที่ตลบอบอวล
เชี่ย…
หวั่นเถาที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลังอ้าปากค้าง พลางมองตามท้า