ับในทันที เธอทำเพียงเอียงคอเล็กน้อยพลางกะพริบตาปริบ ๆ จ้องมองใบหน้าหล่อเหลาที่อยู่ใกล้เพียงเอื้อมมืออย่างใช้ความคิด
“เมื่อกี้พ่อเท่ไหม หืม?” มู่กุยฝานยังคงรุกต่อด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม
ซูอีเฉินที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ถึงกับตีหน้าตายในใจคิดว่า
เจ้านี่มันทำตัวสนิทสนมเร็วเกินไปหรือเปล่า?
ซู่เป่าเอียงคอเล็กน้อย กะพริบตาปริบ ๆ
ในใจอดคิดไม่ได้ว่า
คุณพ่อคนนี้ดูเหมือนจะ… ไม่ค่อยฉลาดนักหรือเปล่านะ?
แต่เธอนึกถึงคำสอนของคุณแม่ที่เคยบอกว่า หากคนอื่นอยากได้รับคำชื่นชม ก็อย่าได้ตระหนี่คำชม เพราะคำพูดเพียงประโยคเดียวอาจเปลี่ยนชีวิตคนได้ ซู่เป่าจึงชูนิ้วโป้งให้ทันที “หล่อค่ะ! หล่อมาก หล่อสุดยอดไปเลย!”
มู่กุยฝานชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วหลุดหัวเราะออกมาด้วยความชอบใจ เจ้าตัวน้อยคนนี้ช่างถูกใจเขาเหลือเกิน!
“ไหนบอกพ่อสิ ใครรังแกหนูบ้าง?” มู่กุยฝานปรายตามองคนตระกูลมู่ด้วยสายตาเย็นเยียบ แม้เขาจะซ้อมพ่อบ้านจางไปแล้วหนึ่งยก แต่นั่นมันคนละเรื่องกัน เรื่องของพ่อบ้านก็ส่วนหนึ่ง เรื่องของคนตระกูลมู่ก็อีกส่วนหนึ่ง
และถ้าจะแยกให้ชัด… เรื่องของคุณปู่และคุณย่าก็ต้องคิดบัญชีแยกกันไป สรุปคือเขาไม่มีวันยอมเสียเปรียบเด็ดขาด!
ซู่เป่าเล่าเรื่องราวอย่างฉะฉานตามที่ได้รับการอบรมมาจากบ้านตระกูลซู “คุณย่าตระกูลมู่จัดงานวันเกิดเชิญพวกเรามาค่ะ แต่กลับไม่ยอมให้เข้าประตู แถมยังให้นั่งตรงมุมมืดโน่นแน่ะ” เธอชี้มือน้อย ๆ ไปที่มุมอับข้างประตู