ล้ว ทั้งหมดเป็นความผิดของพ่อบ้านจางคนเดียวเลย!” คุณนายผู้เฒ่ามู่รีบละล่ำละลักบอก
“อ้อ? แล้วคนที่ประกาศว่าจะช่วยสั่งสอนลูกสาวผมแทนผมน่ะ ไม่ใช่คุณหรอกหรือ?” มู่กุยฝานหัวเราะหยัน
“ฉัน… ฉันไม่ได้หมายความอย่างนั้น…” คุณนายผู้เฒ่ามู่ถึงกับจุกอกจนพูดไม่ออก เธอรู้สึกอึดอัดใจอย่างยิ่งต้องมาพูดจาออดอ้อนเด็กอายุน้อยกว่าทั้งที่มีฐานะเป็นผู้อาวุโส
คุณปู่มู่จ้องภรรยาตนเอง แสร้งทำเป็นโกรธเพื่อเอาตัวรอด “ดูเรื่องยุ่งที่เธอก่อสิ! ยังไม่ทันรู้ความก็ด่วนสรุปไปเองเสียแล้ว”
“ใช่ ๆ ย่าแก่แล้วเลยหลงลืมไปบ้าง” คุณนายมู่รีบรับสมอ้าง
“หลานรัก… ย่าของเธอแค่สับสนไปน่ะ อย่าได้ถือสาหาความกับคนแก่เลยนะ” คุณปู่มู่พยายามปั้นหน้ายิ้ม
“แก่จนหลง ๆ ลืม ๆ งั้นหรือ? มุกตื้น ๆ แบบนี้จะเอามาหลอกใคร?” มู่กุยฝานมองลงมาจากที่สูงด้วยสายตาเหยียดหยาม
คุณนายผู้เฒ่ามู่ต้องกล้ำกลืนความแค้นไว้ในอก ก่อนยอมเอ่ยขอโทษต่อหน้าแขกเหรื่อ “ขอโทษนะจ๊ะ! เป็นความผิดของย่าเอง”
“เป็นยังไงบ้าง พอใจหรือยังลูก?” มู่กุยฝานแค่นเสียงหัวเราะพลางก้มมองซู่เป่า
หากลูกสาวบอกว่าไม่พอใจ เขาจะบังคับให้คนพวกนี้ขอโทษวนไปจนกว่าเธอจะพอใจ!
โชคดีที่ซู่เป่าพยักหน้าพลางบอกว่า “อืม… พอใจก็ได้ค่ะ แต่ซู่เป่าไม่อยากพูดคำว่า ‘ไม่เป็นไร’ เลยสักนิดนะคะ”
“อืม… งั้นก็ไม่ต้องพูด” มู่กุยฝานยกยิ้มมุมปาก
คุณนายผู้เฒ่ามู่ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ทันทีที่เปลี่ยนหัวข้อสนทนาได้ เธอก