ภายในห้องนอนของหญิงชรามีแผ่นยันต์สีเหลืองแปะติดอยู่เต็มไปหมด จนแทบไม่เห็นผนังเดิม
ใจกลางห้องมีเตียงขนาดใหญ่วางตระหง่าน รอบเตียงรายล้อมด้วยเครื่องมือแพทย์ที่ส่งเสียงสัญญาณดังขึ้นเป็นระยะ บนเตียงนั้นมีหญิงชราสวมชุดกี่เพ้าสีเขียวนอนสงบนิ่ง เส้นผมของเธอถูกหวีรวบไว้อย่างประณีต ทว่าตามร่างกายกลับมีท่อระโยงระยางเสียบคาไว้เต็มไปหมด…
แม้แต่ในปากก็ยังคาบหยกสีเหลืองนวลเอาไว้หนึ่งชิ้น
บนโต๊ะข้างเตียงมีรูปสลักพระโพธิสัตว์กวนอิมประดิษฐานอยู่ เบื้องหน้ามีกระถางธูป และยันต์สีเหลืองวางทับไว้ ที่น่าตระหนกยิ่งกว่าคือ บริเวณหัวเตียงกลับมีธงเรียกวิญญาณตั้งอยู่ด้วย
ผ้าม่านถูกเปิดทิ้งไว้กึ่งหนึ่ง ช่วยให้ภายในห้องพอมีแสงสว่าง แต่พอลมพัดผ่านจนธงสะบัดพลิ้ว เงาที่ทาบทับสลับกับแสงแดดกลับสร้างบรรยากาศชวนขนลุก
“นี่มัน…” จี้ฉางถึงกับอ้าปากค้าง ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่าเหตุใดคุณยายถังถึงล่วงลับไปแล้ว แต่ยังถูกหน่วงเหนี่ยวไว้ด้วยลมหายใจสุดท้ายเช่นนี้
ซูเหอเวิ่นรู้สึกเย็นวาบไปทั้งแผ่นหลังจนขนลุกชัน เขาเกือบก้าวขาไม่ออก ส่วนชวี่เซี่ยงถึงกับทำโทรศัพท์ในมือหล่นลงพื้นเสียงดัง
“นี่คืออะไรกัน?” ซูอีเฉินยังคงรักษาความสงบนิ่งไว้ได้ เขาถามด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“ผมหาคนมาดูอาการแม่หลายคนแล้วครับ ทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าวิญญาณของท่านสูญหาย ต้องทำพิธีเชิญวิญญาณกลับมาให้ได้ถึงจะฟื้น…” ถังเถียนเถียนหัวเราะแห้ง ๆ ด้วยสีหน้าจนปัญญ