าจังหวะนั้นเธอสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนบางอย่างในน้ำเต้าอาคม จึงรีบวิ่งกลับเข้าห้องนอนทันที
หญิงชรามองตามหลานสาวด้วยสายตาอ่อนโยน แต่พอหันกลับมาเห็นซูอีเฉิน เธอก็เปิดฉากตำหนิลูกชายทันที
“ลูกก็เหลือเกินจริง ๆ ปล่อยให้เด็กกินขนมเยอะขนาดนี้ได้อย่างไร เด็กน่ะ ไม่รู้ความก็พอเข้าใจได้ แต่เป็นผู้ใหญ่เสียเปล่า ไม่รู้เรื่องกับเขาบ้างหรือ?”
ซูอีเฉินลูบจมูกตัวเองอย่างกระอักกระอ่วน
คนกินคือซู่เป่า แต่ทำไมคนที่โดนดุถึงเป็นเขาเสียได้?
“ก็ซู่เป่าบอกว่าอยากกินนี่ครับ” เขาพยายามอธิบาย
เมื่อนึกถึงตอนเจ้าตัวน้อยใช้ดวงตากลมโตคู่นั้นจ้องมองอย่างออดอ้อน ใครเล่าจะทนใจแข็งไหว
ผู้เป็นมารดายังคงเอ็ดต่อ “เด็กบอกว่าอยากได้ลูกก็ประเคนให้เลยหรือ! ต้องหัดปฏิเสธบ้างสิ”
เธอมองว่าเขานั้นไร้หลักการสิ้นดี เป็นเพราะเธอไม่ได้อยู่ด้วยล่ะสิ ซูอีเฉินถึงได้ตามใจหลานจนเลอะเทะแบบนี้
“ผมยังมีประชุมต่อ ขอตัวก่อนนะครับ” ซูอีเฉินรีบกระแอมไอเบา ๆ พูดจบเขาก็รีบเดินหนีไปทันที
คุณนายซูถลึงตามองตามลูกชายไป
หากพูดถึงช่วงแรกเริ่ม ซู่เป่าอาจเป็นเพียงที่พึ่งทางใจเพื่อทดแทนความโศกเศร้าเรื่องจิ่นอวี้…
แต่ในตอนนี้ความรู้สึกนั้นกลับค่อย ๆ เปลี่ยนไป
เด็กน้อยคนนี้ไม่ใช่แค่ตัวแทนความเสียใจอีกต่อไป แต่กลายเป็นสิ่งล้ำค่าของคนในตระกูลซู ทุกคนต่างหวงแหนและทะนุถนอมจากใจจริง
“ไม่กินข้าวแล้วจะเอาสารอาหารมาจากไหนกัน” หญิงชราบ่นพึมพำ ก่อนเดินเข้าครัวไปเ