จากในกระเป๋าเป้ มีเสียงเสี่ยวอู่กำลังโชว์ลูกคอ
ดูเหมือนมันจะพยายามร้องคีย์สูงแต่ไปไม่ถึง เสียง “อ้าาา” ท้ายประโยคจึงกลายเป็นเสียงกรีดร้องแสบแก้วหูแทน
ซูเหอเวิ่นพูดไม่ออกไปชั่วขณะ เขาอยากจะแหงนหน้ามองฟ้าแล้วร้องไห้ออกมาจริง ๆ
ในจังหวะนั้นเอง เสวี่ยเอ๋อร์ค่อย ๆ เดินโอนเอนเข้ามา ฝีเท้าของเธอดูไม่มั่นคง ราวกับกำลังเขย่งปลายเท้า เดินลอยไปลอยมา
“พี่เหอเวิ่น… คุณก็มาด้วยเหรอคะ~” เสวี่ยเอ๋อร์หัวเราะคิกคัก เสียงของเธอฟังดูบีบเล็กและเย็นเยียบ
น้ำตาคลอเบ้าจนเกือบไหล ถูกกลืนกลับไปในทันที แปรเปลี่ยนเป็นความสยองขวัญที่แล่นพล่านไปทั่วไขสันหลัง
เสวี่ยเอ๋อร์ตรงหน้า ใบหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ ดวงตาลึกโหล ใต้ตาคล้ำเป็นปื้นดำ ใบหน้าของเธอแข็งทื่อ ทว่ากลับฝืนฉีกยิ้มกว้างอย่างเขินอาย เป็นภาพชวนให้คลื่นไส้ปนหวาดกลัว
“เธอ…” ซูเหอเวิ่นรู้สึกเหมือนร่างกายชาไปหมด
“มีอะไรก็มาหาหนู อย่ามาหลอกพี่ชายหนูนะ!” ซู่เป่าก้าวมาขวางหน้าพี่ชายทันที พร้อมขมวดคิ้วมุ่น
ใบหน้ากลมป้อมของเด็กน้อยที่เคยดูอวบอิ่มอมชมพู บัดนี้เคร่งขรึมจริงจัง
“ท่านอาจารย์… ท่านอาจารย์คะ?” ซู่เป่าหันซ้ายขวาเรียกหา
“มาแล้ว ๆ” จี้ฉางลอยละล่องเข้ามาจากด้านนอก
ชายหนุ่มในชุดคลุมสีขาวผู้มีนัยน์ตาลึกล้ำ จมูกโด่งเป็นสัน และริมฝีปากแดงสด ดูเจ้าเล่ห์ทรงเสน่ห์ เขาเดินนวยนาดเข้ามาอย่างไม่ทุกข์ร้อน พลางยื่นมือไปลูบศีรษะซู่เป่าเบา ๆ “ตะโกนเรียกอะไรกัน หืม?”
ซู