จี้ฉางรู้สึกเหมือนมีเส้นสีดำพาดผ่านเต็มหน้าผาก เมื่อครู่เขาเพิ่งถูกลูกศิษย์ตัวน้อยวัยสี่ขวบสบประมาทสติปัญญาเข้าให้อย่างจัง
ซู่เป่าวิ่งตึงตังมุ่งหน้าไปยังห้องของซูเหอเวิ่น
คุณชายน้อยทั้งสองแห่งตระกูลซูมีนามว่า ‘เหอเหวิน’ และ ‘เหอเวิ่น’ หากแปลตรงตัวคงหมายถึง ‘ไม่ฟังและไม่ถาม’ เนื่องจากซูอีเฉินผู้เป็นบิดา มักทุ่มเทเวลาให้กับการทำงานจนแทบไม่มีเวลาอยู่กับพวกเขานัก เมื่อเด็กชายทั้งสองเติบโตจนเข้าสู่วัยหกเจ็ดขวบ จึงเริ่มชินชาต่อความห่างเหินนี้ จนกลายเป็นคนมีนิสัยเย็นชาเกินวัย
ซูเหอเหวิน พี่ชายคนโตเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่สอง เขามีความโดดเด่นทางด้านสายภาษา ส่วนซูเหอเวิ่นผู้น้อง แม้อยู่เพียงชั้นประถมศึกษาปีที่หนึ่งกลับฉายแววเด็กสายวิทย์ออกมาเด่นชัด
ยามนี้ซูเหอเวิ่นกำลังจมอยู่ในโลกส่วนตัวภายในห้อง เขาถือปากกาจดจ่อกับการแก้โจทย์ฟังก์ชันอันซับซ้อน ทันใดนั้นเสียงเคาะประตูดังขึ้น เด็กชายเงยหน้าขึ้นก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบติดเย็นชา
“เข้ามา”
“พี่ชายคะ…” ซู่เป่าค่อย ๆ โผล่หัวกลมมนเข้ามาข้างในพลางเรียกขานเสียงหวาน
ซูเหอเวิ่นขมวดคิ้วมุ่นทันที
น้องสาวตัวแสบที่น่ารำคาญมาหาอีกแล้ว
“คราวนี้จะมาถามอะไรอีก?” เขาเอ่ยถามเสียงเข้ม
คราวก่อนซู่เป่าเคยมาถามเขาว่า ‘อุจจาระสิบชั่งมีปริมาณเท่าไหร่’ ซึ่งเขาถือว่าโจทย์นี้น่ารังเกียจและดูหมิ่นวิชาคณิตศาสตร์อย่างยิ่ง ทว่าเขาก็ยังอุตส่าห์คำนวณสูตรต่าง ๆ จนเต็มหน้