ขึ้นไปดูให้เห็นกับตาหน่อยสิ!” จี้ฉางเอ่ยสั่งพร้อมแววตาเต็มไปด้วยการเฝ้าระวัง
บริเวณหลังเวที
“อาจารย์ครับ เชิญนั่งพักก่อน!” ฉางเฟิงรีบลากเก้าอี้เข้ามาวางพลางเอ่ยอย่างเอาอกเอาใจ
เขากวาดสายตามองไปรอบบริเวณด้วยความขุ่นเคือง เมื่อเห็นว่าบรรยากาศรอบข้างช่างวุ่นวาย และมีพนักงานเพียงไม่กี่คนคอยต้อนรับพวกเขา
“คนพวกนี้ใช้ไม่ได้จริง ๆ แม้แต่ห้องรับรองระดับวีไอพีก็ไม่ได้เตรียมไว้ให้อาจารย์! ช่างเสียมารยาท และไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเอาเสียเลย” ฉางเฟิงบ่นอุบ
อาจารย์หยุนค่อย ๆ ทรุดตัวลงนั่ง วางท่าทางลุ่มลึกสงบนิ่งประหนึ่งผู้ตัดขาดจากทางโลก ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวาน “ไม่เป็นไรหรอก… การที่อาตมามาปรากฏกายที่นี่ถือเป็นวาสนาต่อกันเท่านั้น พวกเรามุ่งบำเพ็ญเพียร มิได้ไขว่คว้าในทรัพย์สินเงินทอง หรือชื่อเสียงจอมปลอม แม้อยู่ท่ามกลางความวุ่นวาย ใจย่อมต้องรักษาความสงบเรียบง่ายไว้ให้ได้”
“อาจารย์สั่งสอนได้ถูกต้องแล้วครับ!” ฉางเฟิงรีบก้มหน้าลงพลางเอ่ยอย่างละอายใจ
ทว่าคำพูดสวยหรูเหล่านั้นกลับช่างย้อนแย้งยิ่งนัก เพราะเมื่อวานนี้ ทั้งคู่เพิ่งนอบน้อมรับบัตรใบหนึ่งมาจากมือของคุณหญิงเฒ่าซือ…
ไม่ไกลจากจุดนั้น ชายวัยกลางคนในชุดสูทภูมิฐานแอบมองมาทางพวกเขาด้วยความลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
“ขอประทานโทษครับ ไม่ทราบว่าท่านคือ… ท่านอาจารย์หยุนใช่หรือไม่ครับ?” เขารวบรวมความกล้าเดินเข้ามาถาม
อาจารย์หยุนเพียงพยักหน้าตอบรับเบาๆ อย่างไว