าทีของหลานสาวจึงย้อนถามว่า
“แล้วยังจะร้องไห้โยเยอีกไหม?”
หานหานสูดน้ำมูกจนจมูกแดงก่ำพลางส่ายหน้าพัลวัน คุณนายซูแค่นเสียง “หึ” ครั้งหนึ่งก่อนหมุนตัวเดินกลับห้องไป แม่บ้านอู๋รีบเข้าไปหาเด็กน้อยทันที
“คุณหนูคะ กลับห้องกันเถอะค่ะ ไปดื่มน้ำสักแก้วให้ใจสงบลงก่อนนะ”
หานหานน้ำตาคลอเบ้า เธอไม่เคยถูกใครปฏิบัติด้วยเช่นนี้มาก่อน เพราะที่ผ่านมาไม่ว่าจะร้องไห้เรียกหาอะไร แม่ของเธอก็มักตามใจและปรนเปรอให้ทุกอย่างเสมอ
ตอนนี้เธอเริ่มเข้าใจความจริงทีละน้อยแล้วว่า…
การร้องไห้ไม่ได้ใช้ได้ผลเสมอไป อย่างน้อยที่สุดมันก็ใช้ไม่ได้กับคุณย่า
แม่บ้านอู๋พาหานหานมานั่งพักที่โซฟาชั้นล่าง เด็กน้อยนั่งสะอื้นไปพลางจิบน้ำไปพลาง ในเวลานี้สมาชิกคนอื่น ๆ ยังไม่กลับบ้าน ส่วนแม่ของเธอก็ถูกขับไล่ออกไปแล้ว คฤหาสน์หลังใหญ่โตมโหฬารจึงดูเงียบเหงาปนน่าหวาดหวั่น หานหานพลันรู้สึกว้าเหว่ รู้สึกสับสนในใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
ในใจรู้สึกอ้างว้างราวกับถูกคนทั้งโลกทอดทิ้ง…
ขณะที่เธอกำลังรู้สึกไร้ที่พึ่งที่สุด จู่ ๆ ร่างเล็กร่างหนึ่งก็วิ่งตึกตักลงมาจากชั้นบน ซู่เป่ายื่นอมยิ้มแท่งหนึ่งมาตรงหน้าพลางเอ่ยว่า
“พี่สาวคะ นี่ให้พี่ค่ะ”
เมื่อครู่ตอนซู่เป่าตื่นนอนและมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นพี่สาวนั่งถือกะละมังร้องไห้อยู่ในสวนดอกไม้ด้วยท่าทางน่าสงสาร จึงตั้งใจเอาขนมมาแบ่งให้ หานหานสูดน้ำมูกเสียงดัง สะบัดหน้าหนีไปอีกทาง
“ฉันไม่ต้องการลูกอมของเธอหรอก