มลิ้มนั้นดูเคร่งขรึมและเงียบกริบ
เธอรู้สึกว่า พี่หานหานจริง ๆ แล้วไม่ได้เป็นคนเลวร้ายอะไร
แต่ทำไมทุกครั้งถึงต้องลงเอยแบบนี้?
ทั้งที่พี่เขาก็มีความรักจากแม่คอยโอบอุ้ม…เด็กที่ได้รับความรักจากแม่ควรจะมีความสุขที่สุดในโลกไม่ใช่หรือ?
แต่ซู่เป่ากลับสัมผัสได้ว่า พี่หานหานดูไม่มีความสุขเลยสักนิด
“ทำไมเธอถึงต้องตีซู่เป่า?” ซูอีเฉินถามต่อด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท หานหานสะอื้นไห้
“หนูอยากได้กระโปรง…นี่มันกระโปรงของหนูนะ! ถ้าไม่มีน้องสาวคนนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างในบ้านนี้ก็ต้องเป็นของหนูคนเดียวทั้งหมด!”
ทันทีที่แม่ของเหวยหว่าน คุณยายของหานหาน ได้ยินคำพูดหลุดปากของหลานสาว ในใจก็พลันหวั่นวิตกขึ้นมาทันที เธอรีบแทรกขึ้นว่า
“เด็กหนอเด็ก! ถ้าอยากได้อะไรก็น่าจะบอกพวกเราดี ๆ สิลูก…”
“คุณเป็นคนบอกหานหานใช่ไหม ว่าชุดกระโปรงตัวนี้เป็นของซู่เป่า?” ซูอีเฉินตวัดสายตาคมกริบไปทางเหวยหว่าน ถามเสียงเย็น
“ฉันไม่ได้พูด…” เหวยหว่านกัดริมฝีปากแน่น ตอบเลี่ยง ๆ
คุณยายของหานหานรีบละล่ำละลักตัดบทด้วยความร้อนรน “โธ่เอ๋ย! ก็แค่เรื่องกระโปรงตัวเดียวเท่านั้นเอง! ถ้าซู่เป่าชอบก็ยกให้ซู่เป่าไปเถอะ เป็นหานหานของเราเองที่ยังเด็กไม่รู้จักความ!”
“หมายความว่ายังไงที่บอกว่า ‘ถ้าซู่เป่าชอบก็ให้ซู่เป่าไป’?” ซูอีเฉินหรี่ตาลง ในฐานะลูกผู้ชาย ตอนแรกพวกเขาไม่อยากลงมาเกลือกกลั้วกับเรื่องเล็กน้อยของผู้หญิงพวกนี้จริง ๆ
แต่พวกเขาจะไม่มีวันยอมให้ใครมา