อแบบนี้ได้อย่างไร!
ซูอีเฉินปรายตามองเหวยหว่านด้วยสายตาเย็นชาและเหยียดหยาม เขาไม่คิดเสียเวลาอธิบายเหตุผลใด ๆ กับผู้หญิงคนนี้อีก
ในโลกของเหวยหว่าน คนอื่นจะมาทำร้าย หรือแตะต้องหานหานแม้แต่ปลายนิ้วไม่ได้
แต่แล้วซู่เป่าล่ะ?
หรือเหวยหว่านลืมไปว่าในขณะที่หานหานเป็นเด็ก
ซู่เป่าเองก็เป็นเพียงเด็กตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งเหมือนกัน?
ซูอีเฉินหันไปมองหานหานพลางกดเสียงต่ำสั่งเด็ดขาด
“ลุกขึ้นยืน!”
ในบ้านหลังนี้ สิ่งที่หานหานหวาดกลัวที่สุดคือซูอีเฉิน แม้จะยังร้องไห้โยเยแต่เธอก็ไม่กล้าขัดคำสั่ง เด็กหญิงค่อย ๆ สะอื้นฮักพลางตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาจากพื้น ซูอีเฉินถามซ้ำ
“เธอคิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำลงไปมันถูกต้องแล้วหรือ?”
หานหานเอาแต่ร้องไห้สะอึกสะอื้นโดยไม่ยอมปริปาก จริง ๆ แล้วมาถึงขั้นนี้ เด็กหญิงเริ่มรู้สึกราง ๆ แล้วว่าตัวเองเป็นฝ่ายผิด เธอเช็ดน้ำตาลูกใหญ่พลางพึมพำ “หนูไม่อยากพูด… หนูไม่อยากพูด!”
แม้ยังงอแงอยู่บ้าง แต่เสียงอาละวาดก็เบาลงไปถนัดตา
เหวยหว่านรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวปานใจจะขาด
ทำไมพวกเขาถึงต้องมาวิพากษ์วิจารณ์เด็กต่อหน้าคนอื่นขนาดนี้?!
แล้วเด็กจะทนรับแรงกดดันไหวได้อย่างไร!
ก่อนที่เธอจะได้อ้าปากคัดค้าน ซูจื่อหลินกลับตวัดสายตาเย็นเยียบมามองพลางเอ่ยเสียงกร้าว
“เธอควรหุบปากไว้เสียดีกว่า! ไม่อย่างนั้นก็เตรียมตัวกลับไปเซ็นใบหย่าได้เลย”
เหวยหว่านถึงกับน้ำท่วมปาก
ขณะที่ซู่เป่าทำเพียงจ้องมองไปยังหานหาน ใบหน้าจิ้