พานก็ลำบากมากพอแล้ว แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไร พวกเขาถึงถูกคนเข้ามาทำร้ายอยู่ตลอด ไม่ถูกไล่ที่ ก็ถูกรุมซ้อม
ในที่สุดสภาพของเขาก็ไม่ต่างจากขอทานคนหนึ่ง ต้องรอนแรมเดินทางต่อเนื่องถึงสามวันสามคืน กว่าจะซมซานกลับมาถึงบ้านเกิดในชนบทได้สำเร็จ หลินเฟิงลากสังขารบาดเจ็บสาหัสจนแทบสิ้นเรี่ยวแรง เขารู้สึกราวกับว่าร่างกายเหลือเพียงลมหายใจเฮือกสุดท้ายที่คอยพยุงไว้เท่านั้น
เมื่อกลับมาถึงบ้านเดิมในชนบท สภาพตัวบ้านนั้นทรุดโทรมจนแทบดูไม่ได้ แต่ก่อนเขาไม่เคยแยแสชีวิตความเป็นอยู่ในชนบทและไม่เคยคิดจะบูรณะซ่อมแซมมันเลยแม้แต่น้อย ในยามนี้ ผลของการละเลยทุกอย่างกำลังย้อนกลับมาทิ่มแทงตัวเองเต็ม ๆ
หลินเฟิงนอนเอกเขนกอยู่อย่างน่าเวทนา ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งโศกเศร้า ยิ่งเศร้าก็ยิ่งไม่อาจยอมรับความจริงที่แสนตกต่ำนี้ได้ แต่ทว่าในตอนนี้ เขาไม่มีปัญญาแก้ไขสิ่งใดได้เลยแม้แต่อย่างเดียว!
“พี่เฟิง ลุกมาดื่มซุปหน่อยสิคะ” มู่ชิ่นซินถือชามซุปไข่เดินเข้ามา ดวงตาของเธอวาววับด้วยเจตนาบางอย่าง… ในชามซุปนั้นหญิงสาวแอบโรยยาเบื่อหนูลงไปหนึ่งช้อนเต็ม ๆ !
หลินเฟิงมองซุปใสที่แทบไม่มีเศษไข่ด้วยความโมโห ปัดชามทิ้งจนแตกกระจาย “นี่แกให้ฉันกินของแบบนี้เหรอ!” แรงเหวี่ยงทำให้เขาเจ็บแผลจนต้องครางโอดโอย มู่ชิ่นซินแสร้งบีบน้ำตาอย่างน่าสงสาร
“มู่ชิ่นซิน! มัวทำอะไรอยู่ ไม่รีบไปหาข้าวให้พวกเรากินอีก!” เสียงคุณนายหลินตวาดลั่นมาจากข้างนอก
ชิ่นซินสายตาหม่นวู