มา!” คุณนายหลินผู้เฒ่าระบายโทสะใส่ลูกสะใภ้ทันที
“เมื่อกี้ฉันไปหาซู่เป่า… ไปขอร้องให้เห็นแก่คุณปู่คุณย่า แต่เด็กนั่นใจแข็งไม่ยอมช่วยเลย…” มู่ชิ่นซินกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก
คุณนายหลินผู้เฒ่าแค้นเคืองจนสั่นเทา โยนความผิดทั้งหมดให้ซู่เป่า
“เด็กคนนี้เลี้ยงเสียข้าวสุกจริง ๆ สามปีกว่าไม่รู้จักสำนึกบุญคุณ เหมือนแม่ที่ตายไปไม่มีผิด! เลี้ยงไม่เชื่อง!”
ในใจยังคงด่าทอว่าซู่เป่าคือดาวซวยที่ทำให้ลูกชายล้มละลาย แต่ลึก ๆ แล้วกลับโหยหาอยากจะเกาะขาเด็กคนนั้นไว้ใจแทบขาด
…
บนรถเมย์บัค
ซูอี้เชินกดนิ้วลงบนหน้าจอสมาร์ทโฟน ส่งข้อความสั้น ๆ ว่า กำจัดตระกูลหลิน
อีกฝ่ายตอบกลับมาทันควัน ฆ่าทิ้งเลยไหมครับ?
ซูอี้เชินหัวเราะเย็นชาในลำคอ การฆ่าแกงขยะพวกนั้นให้เสียประวัติตระกูลซูเป็นเรื่องที่ไม่คุ้มค่า
‘ทำให้พวกมันมีชีวิตอยู่… อย่างคนที่อยากตายวันละหลาย ๆ รอบดีกว่า’
ซู่เป่านั่งเงียบเชียบอยู่ในรถ มือน้อย ๆ ข้างหนึ่งกอดตุ๊กตากระต่าย อีกข้างกอดเสี่ยวอู่เอาไว้แน่น คุณตาซูพยายามปรับน้ำเสียงให้นุ่มนวลที่สุด “ซู่เป่า… พวกเรากลับบ้านกันเถอะนะลูก”
“บ้านของเราอยู่ที่ปักกิ่ง เดี๋ยวเราต้องไปขึ้นเครื่องบินกันนะ” ซูอี้เชินเสริม
ซู่เป่าพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง ท่าทางร่าเริงตอนปลอบนกเมื่อครู่เลือนหายไปกลายเป็นความสงบนิ่ง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังดูดีกว่าวันแรกที่พบกันมากนัก ชายชรามองหลานสาวด้วยความปวดใจ เพราะเด็กเติบโตมาท่ามกลางความหวาดก