“….ถึงแล้วครับ”
รถแท็กซี่จอดเทียบบริเวณอาคารเรียบหรูและสะอาดสะอ้านไร้ที่ติ หน้าต่างบานใหญ่ประดับอยู่ด้านหน้าของอาคาร เผยให้เห็นภายในที่เปิดแสงไฟสลัว
ผมก้าวลงมาและหยิบสัมภาระออกจากท้ายรถ ก่อนจะควักกระเป๋าสตางค์ขึ้นมา
แต่คนขับหยุดผมเอาไว้
“เอ่อ เรื่องนั้น… ก่อนหน้านี้มันเป็นความผิดของผมเองครับ คุณไม่ต้องจ่ายผมก็ได้”
“ไม่ครับ”
ผมหยิบธนบัตรยี่สิบดอลลาร์ออกมาแล้วยื่นให้เขา
“ไม่สิ ผมบอกแล้— เดี๋ยวก่อน เฮ้!”
ผมโยนเงินเข้าไปในรถแล้วเดินออกมาทันที
ความจริงแล้ว ผมต่างหากที่ต้องเป็นคนรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ระหว่างทางนั้น
ผมเก็บกระเป๋าสตางค์ แล้วหยิบโทรศัพท์ออกมาส่งข้อความหาไคล์ นิ้วของผมลื่นบ่อยจนพิมพ์ผิดไปหลายคำ
[ฉัรถุงละ นาสอยุ่ไหน?]
ผมไม่มีกะจิตกะใจจะมาแก้คำผิด เลยกดส่งไปทั้งอย่างนั้น
สภาพของผมในตอนนี้ไม่พร้อมจะสนสี่สนแปดอะไรแล้ว
‘อ่า ยังสั่นอยู่เลย’
มือของผมยังไม่หยุดสั่นเลยสักวินาทีเดียวตั้งแต่ที่ได้รับข้อความนั่นในแล็ปท็อป มันทำให้ผมต้องคอยตรวจสอบรอบ ๆ ตัวเองตลอดเวลา พยายามหลีกเลี่ยงทุกสิ่งอย่างที่อาจก่อให้เกิดเสียงดนตรีออกมาได้
แต่มันลำบากยากเย็นเหลือเกิน
แม้เวลาจะล่วงเลยไปจนดึกดื่นแล้ว พื้นที่บริเวณนี้ก็ยังคงมีฝูงชนอยู่ค่อนข้างเยอะ
บรรยากาศโดยรอบสว่างไสว มีผู้คนสัญจรผ่านไปมา