่นจนเห็นได้ชัด ร่างกายกระตุกเกร็ง ราวกับเส้นประสาทหันมาทรยศตัวเอง
ผมหายใจแทบไม่ออก พยายามฝืนตัวเองให้ทรงตัวในท่านั่ง
อาการของโรคมันกำเริบ
…ในจังหวะที่เลวร้ายที่สุด
“อึก…!”
เสียงโอดครวญแผ่วเบาหลุดออกมาจากริมฝีปาก ผมพยายามกลั้นมันไว้ ช่วงอกสั่นสะท้าน เรียวขากระตุกเป็นจังหวะ
‘ฉัน… เพิ่งจะกินยาไปเองนะ!’
แต่ผมรู้ดีว่านี่น่าจะเป็นผลมาจากความเครียดทั้งหมดที่ตัวเองเพิ่งประสบพบเจอมา
อาการของผม… มันกลับมากำเริบ แถมยังเป็นช่วงเวลาที่แย่ที่สุด เป็นช่วงที่ทุกอย่างกำลังจะจบลงแท้ ๆ
ไม่เอาน่า!
ผมกัดฟันกรอดพลางจ่อเครื่องมือสื่อสารใกล้กับปาก
ตึง!
เสียงดนตรียังคงบรรเลงต่อไปเป็นฉากหลัง
ผมลงมือกดปุ่ม
คลิก!
“ดูถูกมันอีก บอกไป… ว่าเพลงนี้มันกระจอกแค่ไหน”
แต่ไม่มีเสียงใดตอบรับกลับมา เห็นแต่พวกเขาทุกคนมองมาทางผม ทั้งเฝ้าดู รอคอย เคลือบแคลง
ผมกล้ำกลืนความเจ็บปวดแล้วกดปุ่มอีกครั้ง
“มัวรออะไรกันอยู่?”
มันถึงเริ่มขึ้น
“อะไรกันเนี่ย? แ-แย่กว่าเมื่อกี้อีก”
“เพลงนี้มันค่อนข้างดังไม่ใช่เหรอ? ทำไมเขายังเล่นไม่ได้อีกล่ะ?”
“น่าผิดหวังชะมัด”
“….ขอรีฟันได้ไหมเนี่ย?”
คำพูดถ่มถุยพากันพรั่งพรูออกมา แต่ละคำล้วนอาบยาพิษร้ายกาจยิ่งกว่าคำก่อนหน้านี้
วาทยกรชะงักงัน การเคลื่อนไหวของมันแข็งทื่อ— แต่ก็ยังไม่ยอมหยุด
“พ