อทีเถอะ”
“ปล่อยพวกเราออกไป”
มันตวัดมือ วงออร์เคสตราบรรเลงต่อ
ผลลัพธ์ยังคงเหมือนเดิม
“หยุดเถอะ พอกันที”
“ฆ่าฉันให้ตายเลยดีกว่า”
มันยังคงพยายามต่อไป ครั้งแล้วครั้งเล่า ถูกจองจำอยู่ในห้วงภวังค์แห่งความสมบูรณ์แบบของตนเอง ถูกพันธนาการไว้กับบทเพลงที่มีตำหนิ
“…..”
เมื่อวาทยกรสั่งหยุดอีกครั้ง คำดูถูกเทกระจาดลงซ้ำอีกครา และตอนนี้มันก็มาถึงขีดจำกัดแล้ว ร่างกายของมันสั่นเทิ้มไปทั้งตัว
ผมเกร็งตัวทันทีที่เห็นภาพนั้น
แม้สมองจะไม่ได้เฉียบคมดั่งเก่า และยังคงทุกข์ทรมานจากผลกระทบของอาการกำเริบ แต่ก็พอจะบอกได้ว่ามีอะไรบางอย่างกำลังจะเกิด
ผมกำแขนเก้าอี้เตรียมตัว
‘มันจะทำยังไงต่อ…?’
ปลายลิ้นเลียริมฝีปากด้วยความประหม่า เฝ้ารอให้วาทยกรทำอะไรสักอย่าง
“ปล่อยพวกเรา—!”
โครม!
เสียงกระแทกอันน่าสะพรึงดังสนั่นเมื่อวาทยกรคว้าเชลโลขึ้นมาแล้วฟาดลงกับพื้น เศษไม้กระเด็นไปทั่ว ซากเครื่องดนตรีนอนกระตุกอยู่แทบเท้าของมัน
“…..”
ความเงียบระดับที่เข็มตกยังได้ยินเข้าปกคลุมโรงละคร สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่วาทยกร
ศีรษะของมันหันมาทางพวกเราอย่างเชื่องช้า ซากรอยเย็บฉีกขาดล้อมรอบดวงตาหลุมดำกลวงโบ๋ แรงกดดันบดขยี้ทรวงอกของผมจนแทบขาดใจ
“แก… อยากออกไปนักใช่ไหม?”
น้ำเสียงของมันแหบแห้งและแตกพร่า ลากผ่านอากาศราวกับเสียงเล็บ