ขูดลงบนกระดูก อุณหภูมิดิ่งวูบลง ลมหายใจของผมกลายเป็นไอ ความเย็นยะเยือกกัดกินผิวหนัง
เส้นประสาทของผมตึงเครียด ลมหายใจเริ่มหนักหน่วง
“ได้…”
ปัง ปัง ปัง!
เสียงกึกก้องกัมปนาทไหลผ่านไปตามแนวผนังเมื่อประตูยักษ์ที่ปลายสุดของโรงละครเปิดอ้ากว้าง เผยให้เห็นถึงทางออก ทั่วทั่งห้องสั่นสะเทือน เก้าอี้สั่นระรัว โคมระย้าแกว่งไปมา
เหล่าผู้ชม— ร่างต้องสาปไร้แววตาเหล่านั้น— หันขวับพร้อมเพรียงกัน สายตาอันว่างเปล่าของพวกมันทิ่มแทงตรงมายังพวกเรา
“ไสหัว… ออกไป!”
วาทยกรแผดเสียงลั่นไปทั่วทั้งห้องอย่างรุนแรงจนแก้วหูแทบแหลก
ผมโถมน้ำหนักลงกับที่วางแขนแล้วฝืนลุกขึ้นยืนทั้ง ๆ ที่ยังมึนหัว
‘ยืนได้แล้ว!’
มันต่างจากก่อนหน้านี้
ผมไม่แสดงความดีใจออกนอกหน้า และหันหลังให้กับวาทยกร
ความหนาวเย็นแล่นวาบไปตามแผ่นหลังทันทีที่ผมหันไป มันส่งตรงมาจากสายตาเย็นชาและมุ่งร้ายของวาทยกร
‘ใกล้จบแล้ว ใกล้จะจบแล้ว’
ผมรู้สึกได้ถึงสายตาทุกคู่จ้องมองมาที่ตัวเอง จึงกลืนน้ำลายเล็กน้อย ก่อนจะก้าวเท้าไปทางออก
หนึ่งก้าว
สองก้าว
สามก้าว
ทุกย่างก้าวเข้าใกล้ทางออกมากขึ้นเรื่อย ๆ เสียงฝีเท้าดังกึกก้องอยู่ภายในหัว
ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นศูนย์กลางความสนใจของทุกคน
และในเวลาไม่นาน—
ผมก็มาถึงทางออก
[ยินดีด้วย คุณได้เคลียร์ฉากแล้ว!]
การแจ้งเตือนของร