้ง ฉะนั้นข้าจึงย้ายมาอยู่ที่จวนพักตากอากาศในหมู่บ้านหยางหลิ่ว”
“ข้าค่อยๆ เปลี่ยนคนของข้าเข้าไปแทนที่คนในจวนพักตากอากาศ สองปีต่อมา เผยซื่อกับอารองก็หาโอกาสลงมือจนได้… ครั้งนั้นหากไม่ใช่เพราะพวกเจ้าช่วยเอาไว้ ข้าคงกลายเป็นเถ้าธุลีใต้ผืนดินไปนานแล้ว”
ฉู่อี้เล่าเรื่องราวเหล่านี้ราวกับเป็นเรื่องของคนอื่น ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับตนเองเลยแม้แต่น้อย
เมื่อพูดจบ เขาก็หันไปมองอวิ๋นเจียว แล้วยิ้มให้นาง “เจียวเอ๋อร์ ขอบใจเจ้ามาก เจ้าคือดาวนำโชคของข้าจริงๆ! ตั้งแต่ได้พบเจ้า ข้าก็โชคดีมาโดยตลอด”
อวิ๋นเจียวมองเขาด้วยความรู้สึกซับซ้อนใจ ที่แท้แล้วฉู่อี้ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดตั้งแต่อายุเท่ากับเด็กที่ควรได้ไปเข้าโรงเรียนอนุบาลเชียวหรือ!
นางนึกถึงคำขู่ของฉู่อี้ที่มีต่อเผยหมิ่น ใครกล้าแตะต้องครอบครัวของนาง เขาจะทำให้คนผู้นั้นไม่ได้เห็นดวงตะวันในวันรุ่งขึ้นอีก รวมถึงคำที่เขาขู่เผยซื่อ หากเผยซื่อคิดร้ายต่อครอบครัวของนาง เขาจะก่อคดีใหญ่ลากเอาคนทั้งเก้าตระกูลไปตายด้วย
แม้ว่านางจะเคยผ่านความเป็นความตายมาแล้ว แต่พอได้ยินคำพูดนี้ ก็อดสะเทือนใจไม่ได้
เมื่อคิดถึงตรงนี้ นางก็รู้สึกเศร้าใจอย่างบอกไม่ถูก หางตาเริ่มร้อนผ่าว “ท่านถูกลดขั้นบรรดาศักดิ์แล้ว ยังกล้าพูดว่าข้าเป็นดาวนำโชค ท่านแน่ใจหรือว่าไม่ได