าคล้ำจางๆ ฉู่อี้สวมชุดลำลองสีขาวนวล ใบหน้าหล่อเหลาแลดูซูบผอมลงไปบ้าง แต่ดวงตายังคงเป็นประกายดุจดวงดาว
เมื่อได้รับความห่วงใยจากอวิ๋นเจียว หัวใจของฉู่อี้พลันอบอุ่นขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ “ไม่มีอะไร แค่ช่วงนี้พักผ่อนไม่เพียงพอ แล้วก็ข้านำสิ่งของมาฝากเจ้าด้วย”
เขาโบกมือส่งสัญญาณ บ่าวรับใช้ก็ช่วยกันขนหีบหลายใบลงมาจากรถม้า
ฟางซื่อที่ออกมาต้อนรับก็เอ่ยอย่างยิ้มแย้ม “เด็กคนนี้ อยากมาเยี่ยมก็มา เหตุใดต้องได้นำสิ่งของมามากมายเช่นนี้ หากคราวหน้ายังเป็นเช่นนี้อีก ป้าไม่ให้เจ้าเข้าบ้านแล้ว”
หากไม่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของบุตรสาว ฟางซื่อและอวิ๋นโส่วจงก็ถือว่าฉู่อี้เป็นบุตรหลานคนหนึ่ง
ฉู่อี้กล่าว “ท่านป้า สิ่งของเหล่านี้ล้วนเป็นของที่ผู้อื่นให้มา หากเก็บไว้ที่ข้าก็เกรงว่าจะผุพังเปล่าประโยชน์ ท่านก็ทราบ ข้าไม่มีพี่น้อง…” ตอนนี้เขาคิดจะไม่นับญาติกับผู้ที่อาศัยอยู่ในจวนโหว
เมื่อฉู่อี้กล่าวเช่นนี้ ฟางซื่อก็ไม่อาจปฏิเสธได้ รู้สึกเพียงว่าเมื่อเทียบกับบุตรชายของตนแล้ว ฉู่อี้แม้มีฐานะสูงส่ง แต่ชะตากรรมกลับน่าสงสารยิ่งกว่าบุตรชายของตนเอง
“บ้านของเรามีพื้นที่คับแคบ ยาบำรุงที่เจ้าส่งมาเมื่อคราก่อนก็กินพื้นที่ไปมากแล้ว ตอนนี้ก็ยังเอาของมาอีก หากต่อไปยังนำมาอีกเรื่อยๆ เช่นนี้ ห้องโถงบ้านเราก็คงไม่มีที่ให้เดินแล้