ม่ได้ พอได้ยินว่าต้องจ่ายเงินถึงสิบตำลึงก็เลยรีบร้อนไปหน่อย” คำพูดนี้ของเขาช่างแยบยลยิ่งนัก ราวกับนำปูนมาฉาบปิดเอาไว้
เมื่อเห็นทุกคนถูกเจียงต้าไห่โน้มน้าวจนเกือบหมดแล้ว อวิ๋นเจียวจึงทำหน้าตาครุ่นคิดก่อนจะเอ่ยขึ้น “พี่ใหญ่ สิบตำลึงคงไม่พอซื้อยาเม็ดเดียวกระมังเจ้าคะ” จะอย่างไรอวิ๋นเจียวก็ยังเด็ก พูดแทรกขึ้นมาสักประโยคสองประโยคคงไม่เป็นไร
อวิ๋นฉี่เยว่มองเจียงต้าไห่แวบหนึ่งก่อนจะตอบรับอวิ๋นเจียวอย่างจริงจัง “ยารักษาชีวิตเม็ดเดียวราคาตั้งยี่สิบห้าตำลึง ข้าเพิ่งกลับถึงบ้าน ยังไม่รู้เลยว่ายารักษาชีวิตสิบเม็ดที่พวกเรานำกลับมาจากเมืองหลวง ฉี่ซานกินไปกี่เม็ดแล้ว?”
อวิ๋นเจียวตอบ “เมื่อวานพวกเรารีบกลับบ้าน ก็ให้พี่รองกินไปหนึ่งเม็ด เช้านี้ก็หนึ่งเม็ด ตอนเที่ยงก็อีกหนึ่งเม็ด ต่อไปนี้ต้องกินวันละสามเม็ดหลังอาหาร ยารักษาชีวิตสิบเม็ดคงไม่พอเจ้าค่ะ”
อวิ๋นฉี่เยว่ปลอบนางว่า “ไม่ต้องห่วง ครั้งนี้พี่ใหญ่ซื้อยารักษาชีวิตมาจากเมืองหลวงอีกยี่สิบเม็ดน่าจะพอให้ฉี่ซานกิน”
สองพี่น้องหนึ่งร้องหนึ่งรับ พูดคำโกหกโดยไม่ต้องเตรียมตัวอย่างคล่องแคล่ว ราวกับซ้อมกันมาเป็นอย่างดี
ที่จริงแล้วอวิ๋นเจียวกับอวิ๋นฉี่เยว่กล้าพูดเช่นนี้ก็เพราะพวกเขามีหลักประกัน อวิ๋นฉี่เยว่คิดว่าน้องสาวของเขามียารักษาชีวิตที่ท่านนักพรตจากภู