นข้าวก่อนจะดีกว่า”
อวิ๋นเจียวกล่าว “ท่านแม่ ครั้งนี้ใช้เวลาไม่นานเดี๋ยวก็เสร็จแล้ว ท่านออกไปเฝ้าประตูให้ข้าก่อน เดี๋ยวข้าตามไปเจ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินอวิ๋นเจียวบอกว่าใช้เวลาไม่นาน ฟางซื่อจึงไม่ขัดขืนอีก เดินออกไปเฝ้าประตูให้
“เจียวเอ๋อร์… ลำบากเจ้าแล้ว!” อวิ๋นฉี่ซานรู้ดีว่าอวิ๋นเจียวอดหลับอดนอนทั้งคืนเพื่อดูแลอาการบาดเจ็บของเขา เมื่อเห็นรอยคล้ำใต้ตาของอวิ๋นเจียว อวิ๋นฉี่ซานก็รู้สึกเจ็บปวดใจยิ่งนัก
ตั้งแต่ฟื้นขึ้นมาเขาก็ไม่ได้หลับอีก เพียงแต่ตอนนี้เขายังคงอ่อนแอ พูดจาแผ่วเบาแทบไม่มีแรง
อวิ๋นเจียวรีบยื่นมือไปแตะหน้าผากของเขา โชคดีที่อุณหภูมิร่างกายเป็นปกติดี ไม่มีไข้ขึ้นอีก “พี่รอง กินข้าวเที่ยงหรือยังเจ้าคะ”
มุมปากของอวิ๋นฉี่ซานยกขึ้นเล็กน้อยเผยรอยยิ้มอ่อนล้า “กินแล้ว ท่านแม่ต้มโจ๊กใส่เนื้อไก่ที่เลาะหนังออกแล้วให้ข้ากิน”
กินข้าวแล้วก็ดี
“พี่รองหลับตาลงก่อน อย่าแอบดูนะเจ้าคะ หากแอบดูจะไม่เป็นผล”
อวิ๋นฉี่ซานหลับตาลงอย่างว่าง่าย อวิ๋นเจียวจึงเอ่ยต่อ “พี่รองระวังหน่อยเจ้าค่ะ พลิกตัวตะแคงข้าง”
อวิ๋นเจียวหยิบผ้าปิดตาที่ซื้อจากเถาเป่ามาให้อวิ๋นฉี่ซานสวมไว้ ไม่ใช่นางไม่ไว้ใจอวิ๋นฉี่ซาน เพียงแต่เดี๋ยวนางต้องถอดกางเกงของเขาออก เกรงว่าอวิ๋นฉี่ซานจะตกใจจนเผลอลืมตาขึ้นมา
หลังจากให้อ