องจากเศรษฐีกลับกลายเป็นยาจกในพริบตา ด้วยความหดหู่ใจ นางจึงหลับตาลงและผล็อยหลับไป พอตื่นขึ้นมาอีกทีก็เดินทางมาถึงเมืองจิ่วเจียงแล้ว
ฉู่อี้เชิญคนตระกูลอวิ๋นให้ไปพักที่โรงเตี๊ยมที่เขาจองไว้ด้วยกัน เนื่องจากอวิ๋นเจียวยังหลับอยู่ อวิ๋นโส่วจงจึงไม่อยากปลุก นางจึงถูกอุ้มลงมาจากรถม้า
ทันทีที่ลงจากรถม้า อวิ๋นเจียวก็ตื่นขึ้น นางขยี้ตาปรือปรอย มองไปรอบๆ ถนนกว้างขวาง ผู้คนพลุกพล่าน บ้านเรือนและอาคารสูงต่างเรียงรายกันเป็นแถว แสดงให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองอย่างชัดเจน
“เจียวเอ๋อร์” ฉู่อี้ลงมาจากรถม้า เห็นอวิ๋นเจียวในอ้อมแขนของอวิ๋นโส่วจงตื่นขึ้นแล้ว จึงเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้ม
“ท่านโหว” เสียงหวานใสของอวิ๋นเจียว ฟังดูนุ่มนวลน่าฟัง ราวกับขนนกสัมผัสใจคนฟัง ทำให้รู้สึกจั๊กจี้อยู่ในอก
“อย่าเรียกท่านโหวเลย ข้าอายุมากกว่าเจ้า เรียกว่าพี่อี้เถิด”
อวิ๋นเจียวกลอกตา อายุจริงของข้ามากกว่าท่านตั้งเยอะ เด็กน้อยเอ๊ย “ไม่เอาเจ้าค่ะ ข้ามีพี่ชายแล้ว”
ฉู่อี้ชะงักไปครู่หนึ่ง จู่ๆ ก็รู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมาเล็กน้อย เขาอยากจะสลับตัวกับอวิ๋นฉี่เยว่เสียจริงๆ
“ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็เรียกข้าว่า เซ่าชิง [2] เหมือนท่านลุงกับท่านป้าเถิด” ต่างจากแคว้นต้าเยี่ย ในยุคจีนโบราณ เด็กผู้ชายจะได้รับฉายาจากอาจารย์เมื่อเข้าศึกษาเล่าเรียน ไม่จำ