าก็พลันหนักอึ้ง
หากคนผู้นั้นออกไปส่งข่าว เช่นนั้นแล้วต่อให้ตอนนี้เขาฆ่าอู๋อวี่อย่างลับๆ มันก็ยิ่งทำให้เขาดูมีพิรุธ เหงื่อเย็น ๆ ไหลท่วมตัวอวิ๋นโส่วจง
เมื่อรู้ว่าอู๋อวี่จากไปแล้ว อวิ๋นเจียวที่มากับฟางซื่อ เห็นสีหน้าของอวิ๋นโส่วจงไม่สู้ดีจึงเอ่ยถาม “ท่านพ่อ เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือเจ้าคะ?”
อวิ๋นโส่วจงตอบ “ไม่มีอะไรหรอก พอดีเลย เจียวเอ๋อร์ เจ้าไปถามท่านโหวหน่อยสิว่ามื้อเที่ยงนี้ อยากจะกินอะไร?”
นี่ท่านพ่อกำลังพยายามไล่นางหรือ? แม้อวิ๋นเจียวจะรู้ทันเล่ห์เหลี่ยมของอวิ๋นโส่วจง แต่ก็ยังคงมุ่งหน้าไปหาฉู่อี้อย่างเชื่อฟัง ท่านพ่อคงมีเรื่องอยากจะคุยกับท่านแม่เป็นการส่วนตัว ไม่อยากให้นางเข้าไปยุ่ง
หลังจากอวิ๋นเจียวออกไปหาฉู่อี้ อวิ๋นโส่วจงก็ดึงฟางซื่อเข้าไปในกระโจม ฟางซื่อเอ่ยถามด้วยความกังวล “เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือเจ้าคะ?”
อวิ๋นโส่วจงพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ตอนนั้นที่ชายแดน นายท่านนำทัพบุกไปติดกับดักของพวกต๋าจื่อ… ต่อมาเหล่าสหายต่างก็ตายกันหมด ข้าพยายามอย่างยิ่งกว่าจะพานายท่านออกมาจากกองซากศพได้ เรื่องนี้เจ้ายังจำได้หรือไม่”
ฟางซื่อรีบพูดขึ้น “ข้าจะลืมเรื่องนี้ได้อย่างไรเล่า ร่างกายท่านโหวก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสเพราะเรื่องนี้ กลับเมืองหลวงได้ไม่กี่ปีก็สิ้นใจ ส่วนท่าน… ก็ถือว่าโชคดีที่รอดชีวิ