นมา แม้ว่าเขาจะคิดถึงความเป็นไปได้ต่าง ๆ แต่เขาก็ยังต้องการยืนยันมันจากปากของเจี้ยนเฉิน
“มันเป็นเรื่องบังเอิญที่สมบัติของตระกูลลู่นั้นโดนขโมยออกมาโดยผู้อาวุโสซึ่งทรยศที่ชื่อลู่เฟย ตอนที่ลู่เฟยหนีมาพร้อมกับสมบัติ เขาก็มาพบกับเรา เขาต้องการใช้ทักษะการบ่มเพาะของตัวเองกลืนกินเราเพื่อที่เขาจะฟื้นฟูบาดแผล แต่สุดท้ายแล้วเขาไม่เพียงแต่จะล้มเหลวแต่เขายังโดนเราฆ่าอีกด้วย ผลก็คือสมบัติที่เขาขโมยมานั้นจึงตกเป็นของเรา” เจี้ยนเฉินพูดขึ้นช้า ๆ และยิ้มออกมา เขาได้รับสมบัติมาเพราะความบังเอิญจริง ๆ
“หยกของราชาเทพต้วนมู่นี้เป็นดั่งแก้วตาดวงใจของตระกูลลู่ พวกนั้นไม่อาจจะทนรับความเสียหายนี้ได้ ลู่เทียนคงต้องพยายามทวงมันคืนด้วยทุกอย่างที่เขามี น้องเจี้ยนเฉิน น้องเฉินเจี้ยน หากข้าเดาไม่ผิด เจ้าได้พบกับลู่เทียนหลังจากที่ได้หยกนี่มา และเจ้าก็ได้รับบาดเจ็บเพราะเขา” โม่หลิงพูดขึ้น จากนั้นเขาถึงได้รู้ว่าเจี้ยนเฉินที่เขาไม่ได้สนใจมากนักนั้นไม่ได้ดูเรียบง่ายแบบที่เห็น
สมบัติอย่างหยกของราชาเทพตวนมู่นั้นอยู่ในมือของเจี้ยนเฉิน ไม่ใช่เฉินเจี้ยนที่ขึ้นเป็นขั้นเทพช่วงกลางได้ด้วยความเข้าใจกฎ มันแสดงให้เห็นว่าเจี้ยนเฉินนั้นไม่ได้อ่อนแอไปกว่าเฉินเจี้ยนเลย
ผู้นำตระกูลโม่เองก็รู้จุดนี้ ตอนนั้นสายตาเขามองมาที่เจี้ยนเฉินด้วยความแปลกใจและสงสัย
เจี้ยนเฉินพยักหน้า “ท่านพูดถูก ไม่นานหลังจากที่ฆ่าลู่เฟยไป บรรพชนตระกูลลู่ก็ไ