สัตว์อสูรที่ทรงพลังได้ครอบครองเทือกเขาอยู่ มันเป็นตระกูลกิลลิกัน
แม้ว่าสถานการณ์ของโลกจะเปลี่ยนแปลงไป ตระกูลกิลลิกันก็ไม่ได้รับผลกระทบ เพราะที่อยู่อาศัยของพวกเขาเป็นสถานที่ที่มนุษย์ไม่กล้าย่างเท้าเข้ามา พร้อมกับการต่อต้านของพยัคฆ์ปีกเทวะ ที่แม้แต่เซียนจักรพรรดิก็ไม่กล้าที่จะกระตุ้นพวกเขา ทำให้ตระกูลเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ในตอนนี้บนยอดเขาที่สูงเสียดเมฆมีชายกลางคนที่มีท่าทางธรรมดานั่งอยู่บนหิน เสื้อผ้าของเขาเรียบง่ายและผมสีดำราวกับหมึกของเขาก็ปลิวไปด้านหลังโดยไม่มีแรงลม
ด้านหน้าชายกลางคนมีโต๊ะหิน มีถ้วยหยกสองใบที่ทำขึ้นอย่างปราณีตและกาสุราที่ไม่ใหญ่นัก มันส่งกลิ่นหอมอย่างมีเสน่ห์
ในตอนนี้มีแสงสีม่วงกระพริบเข้ามา ชายหนุ่มที่ดูอายุราว ๆ 20 ปีก็มาถึงยอดเขา ชายหนุ่มหล่อเหลามาก ใบหน้าของเขาหนักแน่นและคิ้วของเขาก็ตรงอย่างหมดจรด เขาให้ความแหลมคมในขณะที่ดวงตาของเขาส่องประกายราวกับกระบี่ที่ซ่อนไว้อยู่
ชายหนุ่มคือเจี้ยนเฉิน
เฉินเจี้ยน เจ้าเรียกข้ามาที่นี่ทำไม ? เจี้ยนเฉิมมองไปที่ชายกลางคนและถามอย่างใจเย็น
ชายกลางคนคือผู้ปกครอสูงสุดของโลกแห่งเซียนที่ถูกทอดทิ้ง จิตวิญญาณราชันย์
เฉินเจี้ยนผายมือเชิญเจี้ยนเฉินให้นั่งลงและกล่าวว่า ข้าเรียกเจ้ามาเพาะข้ามีบางอย่างที่ต้องการคุยกับเจ้า
เจี้ยนเฉินนั่งลงด้านหน้าเฉินเจี้ยนและจากนั้นก็เทสุราลงจอกของตน เฉินเจี้ยนกล่าวว่า เรื่องของโลกแห่งเซียนที่ถูกทอดทิ้งถูกจ