ีต้อนรับสะใภ้เช่นนี้ บ้านพวกเจ้าก็แยกออกไปเสีย ข้าก็จะยุ่งเรื่องบ้านของพวกเจ้าไม่ได้อีก!”
ได้ยินดังนั้นผู้เฒ่าอวิ๋นก็รู้สึกเหมือนฟ้าถล่ม ร่างกายเขาซวนเซ หน้ามืด กว่าจะกลับมาทรงตัวอยู่ได้ก็เล่นเอาเกือบแย่
จากนั้นหัวหน้าตระกูลอวิ๋นก็กล่าวต่อ “บ้านเจ้ายังมีเจ้าห้าอีกคน ข้าขับไล่อวิ๋นโส่วจู่ออกจากตระกูลแล้ว แต่เขายังไม่ได้แยกบ้านกับเจ้า!”
ผู้เฒ่าอวิ๋นเพิ่งรู้สึกตัว แม้จะสงสาร เพราะอย่างไรก็เป็นลูกชายของเขา แต่พอคิดถึงโส่วหลี่ที่กำลังจะสอบเป็นบัณฑิตถงเซิง ความหวังของตระกูลอวิ๋นฝากไว้ที่เขา ไม่อาจเกิดเรื่องผิดพลาดได้ จึงกัดฟันกล่าวว่า “นับแต่นี้ไป ข้าขอตัดขาดความสัมพันธ์พ่อลูกกับอวิ๋นโส่วจู่ อวิ๋นโส่วจู่มิใช่คนของบ้านข้าอีกต่อไป!”
อวิ๋นโส่วจู่ได้ยินเช่นนั้นก็ทรุดลงกับพื้น จ้องมองผู้เฒ่าอวิ๋นด้วยสายตาเหลือเชื่อ “อะไรนะ ท่านพ่อ ท่านพูดอะไร?”
ผู้เฒ่าอวิ๋นหันหน้าหนี ไม่ยอมมองเขา
หัวหน้าเจ้าหน้าที่กำลังหงุดหงิด ไม่รู้ว่าจะปิดคดีนี้อย่างไรดี ไม่มีเวลามาสนใจการทะเลาะกันระหว่างญาติพี่น้องของพวกเขา จึงโบกมือแล้วสั่ง “ไปค้นบ้านอวิ๋นโส่วจู่!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น อวิ๋นโส่วจู่พลันนึกถึงเงินสิบตำลึงที่ซ่อนอยู่ในห้อง จึงรีบเอ่ยห้าม “ค้นไม่ได้นะ ข้าไม่ได้ขโมย ไปค้นบ้านพวกเขาสิ ไปทรมานอวิ๋นเจี