าเป็นพี่น้องร่วมมารดา ถึงตอนนั้นพวกเราทุกคนก็ไปอยู่กับน้องห้า ไปเป็นนายท่านอยู่ในเมืองไงเล่า!”
“ตอนนี้พวกเจ้าอดทนลำบากหน่อย ชีวิตที่ดีรออยู่เบื้องหน้า อย่าเอาอย่างพวกสายตาคับแคบนักเลย! หากแยกบ้านไปแล้ว ต่อไปน้องห้าของเจ้าได้เป็นขุนนาง ก็จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเจ้าแล้วนะ!”
“ท่านพ่อ ข้าไม่สนใจขอรับ ขอเพียงท่านพ่ออนุญาต ให้ข้าแยกบ้านออกไปด้วย หากท่านทั้งสองกังวลว่าไม่มีคนทำงาน อย่างแรกก็ยังมีน้องสี่กับภรรยา อีกไม่กี่ปี หู่หยาจื่อก็โตแล้ว สามารถช่วยทำงานในไร่ได้”
“หากที่บ้านมีงานล้นมือ พวกข้าว่างก็สามารถมาช่วยได้ ส่วนเรื่องน้องห้า ไม่ว่าเขาจะได้เป็นขุนนางหรือไม่นั้น ก็ล้วนแล้วแต่เป็นโชคชะตาวาสนาของเขา ข้าไม่อิจฉา ไม่อยากได้ ไม่ขอเกี่ยวข้อง ขอเพียงท่านพ่อเมตตาให้ข้าได้สมความปรารถนาด้วยเถิดขอรับ!”
กล่าวจบอวิ๋นโส่วเย่าก็คุกเข่าลง โขกหัวคำนับผู้เฒ่าอวิ๋นสามครั้ง เฉาซื่อและบุตรสาวทั้งสอง ก็คุกเข่าตามอวิ๋นโส่วเย่า
ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านต่างก็มองดูเหตุการณ์นี้ รวมถึงผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูล ต่างก็จับจ้องไปที่ผู้เฒ่าอวิ๋น ผู้เฒ่าอวิ๋นรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ลูกชายทั้งหลายนี่เหมือนกำลังจับเขาไปย่างไฟชัดๆ!
แต่ดูท่าทางแล้ว เจ้าสามคนนี้ก็ตั้งใจแน่วแน่ที่จะแยกบ้าน หากแยกบ้านตอนนี้ พ่อลูกยัง