์ของเขาก็ย่อมดูแย่ลงไปอย่างมาก
เมื่อฟางซื่อพูดถึงตรงนี้ อวิ๋นโส่วจงก็นึกถึงตอนบ่ายที่คุยกับลูกๆ ที่ข้างแปลงผัก จึงเอ่ยขึ้นว่า “เช่นนั้นต่อไปนี้ก็หาบุตรเขยเข้าบ้านให้เจียวเอ๋อร์เสียเลย”
บุตรสาวที่เขารักและเอ็นดู เขาไม่ยอมส่งไปให้คนอื่นรังแกเด็ดขาด
ฟางซื่อเอ่ยว่า “หาบุตรเขยเข้าบ้านมิได้หรอก ตระกูลไหนที่พอมีอันจะกิน ก็ไม่มีใครยอมให้ลูกชายไปเป็นเขยแต่งเข้าบ้านผู้หญิงหรอก เพราะหากเป็นเขยแต่เข้าก็เท่ากับว่าต้องเปลี่ยนสกุลไปเป็นสกุลของฝ่ายหญิง”
“เช่นนั้นจะทำอย่างไรดี?” อวิ๋นโส่วจงเริ่มกังวล
ฟางซื่อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็เอ่ยขึ้นว่า “ไม่ต้องหาบุตรเขยเข้าบ้าน แต่สามารถตกลงกันว่าให้แยกบ้านออกมาอยู่ต่างหากได้ เอาเป็นว่า พวกเราขยันหาเงินกันเถอะ พยายามเก็บเงินไว้ให้มากที่สุด สะสมไว้เป็นสินสอดก้อนโตให้เจียวเอ๋อร์ก่อนที่นางจะแต่งงานออกไป”
อวิ๋นโส่วจงเอ่ย “เจ้าคิดได้รอบคอบที่สุด แต่ข้ากลัวว่าพอถึงเวลานั้น เรื่องแต่งงานของเจียวเอ๋อร์ พวกเราจะมีสิทธิ์ตัดสินใจกันหรือไม่”
ฟางซื่อเอ่ยว่า “ตอนนี้จะไปคิดมากขนาดนั้นทำไมเล่า เจียวเอ๋อร์เพิ่งอายุหกขวบ ยังอีกนานกว่าจะถึงวัยแต่งงาน…”
เช้าวันรุ่งขึ้น ท้องฟ้ายังไม่ทันจะสว่าง ฟางซื่อกับชุนเหมยเตรียมอาหารเช้าเสร็จแล้วก็รีบไปปลุกอวิ๋นเจียว หลัง