รษะเอ่ยตอบด้วยความนอบน้อม
“เรียนคุณหนู พรุ่งนี้ขอรับ”
เมิ่งซีโจวได้ยินดังนั้น รอยยิ้มมุมปากก็ยิ่งลึกขึ้นอีกหลายส่วน นางเอ่ยประเมินด้วยเสียงเนิบช้าว่า
“ดูท่า…พระองค์จะทรงใจร้อนไม่น้อยทีเดียว”
ลั่วกู่ “……”
องครักษ์ผู้ซื่อตรงได้แต่หลุบตามองปลายจมูกตน จิตใจจดอยู่แต่ภายใน มิกล้าต่อปากต่อคำแม้เพียงครึ่งพยางค์
“แต่ก็ดีเหมือนกัน” เมิ่งซีโจวยกดอกเหมยขาวในมือขึ้นจ่อที่ปลายจมูกตน สูดดมกลิ่นหอมอย่างแผ่วเบา “ไว้พระองค์เสด็จมาเมื่อใด ก็คงได้เวลาปล่อยเมิ่งหนานอี้ที่ถูกโซ่ล่ามออกมาเดินเพ่นพ่านเล่นสักหนแล้ว”
—
หลายวันที่อนุเสิ่นเข้ามากุมอำนาจในเรือนหลัง บ่าวไพร่ชั้นล่างทั่วทั้งจวนจงหย่งโหวต่างต้องเผชิญความทุกข์ยากลำเค็ญกันถ้วนหน้า ส่วนเมิ่งหนานอี้ที่อยู่ในเรือนหลานจื่อนั้น กลับยิ่งทุกข์ทรมานกว่าใครๆ นางทุกข์ทรมานชนิดที่ว่าหนึ่งวันยาวนานเหมือนหนึ่งปีเลยทีเดียว
นางเป็นดั่งบุปผาอ่อนบอบบาง เติบโตโดยอาศัยร่มเงาไม้ใหญ่สูงเสียดฟ้าอย่างฮูหยินเมิ่งมาแต่เล็ก เคยชินกับการถูกทะนุถนอมเลี้ยงดูมาอย่างดี และเคยชินกับการคอยรับคำสั่งมารดาแล้วลงมือทำตามเท่านั้น
บัดนี้ต้นไม้ใหญ่ที่ตนพึ่งพิงมาตลอดพลันโค่นล้ม นางจึงถูกกักกันให้อยู่แต่ในเรือนหลานจื่อ สูญเสียผู้ชี้นำไปกะทันเช่นนี้ นางจึงมิต่างอันใดจากแมลงวันไร้หัวตัวหนึ่ง
ยั