้าเขียวคล้ำตามมารยาท แล้วจึงหันไปมองเมิ่งหนานอี้ที่ยามนี้ยืนแน่นิ่งราวกับวิญญาณหลุดออกจากร่าง พลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานนุ่มนวล
“ท่านแม่ พี่หญิง ข้าขอตัวก่อน ท่านแม่เองก็ควรกลับเรือนพักผ่อนเสียแต่หัวค่ำเถิด”
สายตาของนางจับจ้องอยู่ที่ร่างของเมิ่งหนานอี้ที่ยังคงยืนเงียบงันอยู่กับที่ แล้วเสียงที่เปล่งหลังจากนั้นก็พลันแช่มชื่นขึ้นเล็กน้อย
“พี่หญิง ท่านเองก็รีบกลับเรือนไป… นอนต่อเถิด”
“เจ้า…!” เมิ่งหนานอี้ประหนึ่งเป็นถังดินปืนที่ถูกจุดชนวน ดวงตาอันว่างเปล่าเลื่อนลอยพลันถูกเพลิงโทสะลุกวาบขึ้นในชั่วพริบตา โลหิตทั่วร่างพลุ่งพล่านขึ้นสู่ศีรษะ กระทั่งความหนาวเหน็บในค่ำคืนแห่งเหมันต์ฤดูยังถูกขับไล่ไปจนสิ้น เหงื่อเม็ดละเอียดซึมผุดขึ้นเต็มสองข้างขมับ
“หากเจ้าเก่งนัก เช่นนั้นก็ลองพูดอีกสักประโยคดูสิ!”
ใบหน้าของเมิ่งซีโจวเผยแววประหลาดใจ เอียงศีรษะพร้อมจ้องมองด้วยดวงตากลมโตไร้เดียงสา หากแต่ในขณะเดียวกัน ก็กลับคล้ายกำลังเย้ยหยันเป็นนัยว่า ‘กระเหี้ยนกระหือรืออยากจะถูกด่าต่อถึงเพียงนี้เชียวรึ?’ จากนั้น นางจึงได้กล่าวอีกหลายประโยคตามที่อีกฝ่ายท้าทาย
“เช่นนั้นข้าก็จะขอกล่าวว่า พี่หญิงเป็นฝ่ายทำผิดเองแท้ๆ แต่กลับขี้ขลาดมิกล้ายอมรับโทษ ขืนท่านเป็นเช่นนี้ แล้วยังจะกล้าหมายครองตำแหน่งพระชายาแห่งองค์