งหน้านาง ก้มหน้าลงมองสาวใช้ที่ขดตัวเป็นก้อนคุกเข่าเนื้อตัวสั่นเทิ้มอยู่กับพื้น แล้วจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
“ชิงหลี…”
นางค้อมกายลงเล็กน้อย ทั้งยังกดเสียงให้แผ่วเบายิ่งกว่าเดิม
“เหตุใดไม่พูดเล่า? หรือว่าเจ้ายังง่วงนอนไม่หาย? คุกเข่าอยู่ตรงนี้แท้ๆยังจะงีบได้อีกรึ?”
วาจาคำถามที่เปล่งออกมาด้วยน้ำเสียงนุ่มละมุนนั้น เมื่อตกถึงหูของชิงหลี กลับประหนึ่งเสียงกระซิบของภูตผีร้าย!
นางตกใจจนขวัญกระเจิง ร่างทั้งร่างสะดุ้งเฮือกอย่างแรง
“บ่าว… บ่าวมิกล้า! …บ่าวสมควรตายเจ้าค่ะ!”
นางเงยหน้าพรวดขึ้นมอง ใบหน้าซีดเผือดนั้นเปียกชุ่มไปด้วยน้ำมูกน้ำตา ก่อนจะรีบโขกศีรษะลงกับพื้นเบื้องหน้าเมิ่งชินรุ่ยเสียงดังปัง!
“นายท่าน! นายท่านได้โปรดเมตตาด้วยเถิด! บ่าวเพียงเลอะเลือนชั่ววูบเท่านั้น! เมื่อคืนบ่าวเฝ้ายามอยู่ที่หน้าเรือน แต่หลังจากรอแล้วรอเล่ากลับยังไม่เห็นคุณหนูกลับห้อง ในใจบ่าวจึงนึกเป็นห่วงยิ่งนักเจ้าค่ะ!”
ขณะร่ำไห้คร่ำครวญ นางก็โขกศีรษะไม่หยุดไปด้วย ไม่นานนัก หน้าผากของนางที่กระแทกกับพื้นกระเบื้องแข็งเย็นเยียบ ก็เริ่มฟกช้ำบวมแดงขึ้นมาเป็นปื้นใหญ่
“ครั้นฟ้าใกล้สาง บ่าวทนไม่ไหวจริงๆ จึงได้เลอะเลือนเข้าใจไปเองว่าคุณหนูมิได้กลับเรือนตลอดทั้งคืน… บ่าวสมควรตาย! เป็นเพราะบ่าวห่วงใยจนเส