เมิ่งซีโจวเฝ้ามองดูจางจื้อที่กำลังนอนละเมอเพ้อพกอยู่บนเตียง และแล้วก็นึกย้อนไปถึงถ้อยคำประโยคหนึ่ง เกี่ยวกับเรื่องวิชาแพทย์ที่องค์หญิงใหญ่ได้เคยสั่งสอนนางในชาติภพก่อนหน้า
นางยกเก้าอี้ตัวหนึ่งมานั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงจางจื้อไม่ห่าง
เฝ้ารออย่างเงียบงัน… รอคอยให้เขาค่อยๆสิ้นลมหายใจ
แต่อีกจุดประสงค์หนึ่งก็คือ… หากบังเกิดปาฏิหารย์ขึ้นจริง บุรุษตรงหน้านี้กลับรอดชีวิตมาได้ นางนี่แหละจะเป็นคน ‘มอบ’ ความตายให้แก่เขาเอง!
ครั้นรัตติกาลล่วงเลยจวบจนเที่ยงคืน บรรยากาศตลอดทั่วทั้งหมู่บ้านก็พลันเงียบสงัด แม่เ่าจางเดินเข้ามาตรวจดูอาการของบุตรชายในห้อง แต่แล้วก็พบว่าจางจื้อได้สิ้นใจไปเสียแล้ว…
อาการหน้ามืดพลันกำเริบ มิว่ามองสิ่งใดก็พร่ามัวไปหมด หญิงชราถึงกับทรงตัวยืนต่อไปไม่ไหว ต้องทรุดคู่เข่าทั้งสองลงกระแทกกับพื้นเสียงดังปัง
เมิ่งซีโจวโบกมือไปมาไล่กลิ่นเหม็นเน่าที่เริ่มโชยและชวนให้อยากอาเจียน ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าท่าทางที่ไม่ทุกข์ร้อนใดๆว่า
“ท่านแม่ ปลงเสียบ้างเถิด อย่างน้อยๆท่านก็ยังมีบุตรชายเหลืออยู่อีกตั้งสองคนมิใช่รึ?”
ใช่แล้ว— ยังเหลืออีกหนึ่งคนที่นางยังมิได้ลงมือล้างแค้น!
หญิงชราในเวลานี้รู้สึกสิ้นหวังเต็มประดา ครั้นได้ยินคำกล่าวประโยคนั้นส่งผ่านเข้ารูหู ก็เสมือนฟางเส้นสุดท้ายที่นา