ขาทั้งสองข้างของฮูหยินเ่าสั่นระริก นางเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเมิ่งซีโจวเป็นหมอ จึงรีบคว้าคอเสื้อของอีกฝ่ายไว้แน่น พร้อมกับตวาดสั่งเสียงสั่นว่า
“ยังจะยืนโง่อันใดอยู่อีกเล่า! รีบๆไปช่วยจื้อเอ๋อร์ของข้าเร็วเข้า!”
เมิ่งซีโจวปั้นสีหน้าลำบากใจยิ่งนัก “อาการเช่นนี้… เหลือเพียงหนทางรักษาเดียวเท่านั้นเจ้าค่ะท่านแม่”
“ในยามคับขันเช่นนี้ เจ้ายังจะมัวอ้ำอึ้งอันใดอยู่อีกเล่า รีบๆเอ่ยออกมาเร็วเข้า!”
“…จำต้องตัดรากราคะอัปมงคลของเขาทิ้งเสีย!”
ครั้นฮูหยินเ่าได้ยินคำตอบเช่นนั้น ก็พลันหมดเรี่ยวแรงที่จะทรงตัว ร่างทั้งร่างทรุดฮวบลงกับพื้นทันใด
“มะ…ไม่ได้! จื้อเอ๋อร์ยังต้องมีหลานชายให้ข้าเลี้ยงดูก่อน…” นางพึมพำออกมาเสียงแผ่ว จิตใจเต็มไปด้วยความผิดหวังยิ่ง
เมิ่งซีโจวหาได้เปิดโอกาสให้นางหลบเลี่ยงเบี่ยงประเด็นต่อ นางเดินไปหยิบเคียวเล่มหนึ่งออกมาจากมุมกำแพงบ้าน ก่อนจะนำมายื่นให้แก่ฮูหยินเ่าพลางกล่าวว่า
“หากท่านแม่ยังลังเลอยู่เช่นนี้ ชีวิตของบุตรชายท่านอาจต้องสูญสิ้น เช่นนั้นท่านแม่จงรีบตัดสินใจโดยเร็วเถิด!”
ดวงตาทั้งสองของแม่เ่าจางเบิกโพลงจนแทบถลนออกจากเบ้า ยื่นมือไม้ที่สั่นระริกออกไป ทว่าแม้แต่เคียวยังไม่อาจคว้ากำได้มั่น
นางปิดเปลือกตาลงดุจยอมรับชะตากรรม กำหมัดแน่นพลางเอ่ยขึ้นว่า