ชือ ชวี่ อ๋องซวี่ เสียงฮือฮาเบา ๆ ดัง ขึ้น เหตุใดองค์ชายผู้สูงศักดิ์จึงยอมบรรเลงให้คุณหนูผู้หนึ่ง?
ทว่าคําาถามเหล่านั้นพลันถูกกลืนหายไป เมื่อเสียงขลุ่ยแรกดังขึ้น เสียงนั้นล่องลอยราวสายลมพัดผ่านหุบเขา หมอกขาวค่อย ๆ ลอยคลุมเวที กลีบดอกไม้โปรยปรายดุจสายฝนบุปผา หญิงสี่นางร่ายแขนเสื้อยาวราวดอก ไม้ผลิบาน แล้วในม่านหมอก…เงาร่างหนึ่งค่อย ๆ ปรากฏ สตรีชุดขาวราว จันทร์เพ็ญ
จ้าวเข่อหรัน นางเคลื่อนไหวแผ่วเบา ดุจกล้วยไม้ในหุบเขา แขนเสื้อ กว้างพลิ้วไหว ทุกย่างก้าวงามล้ําเกินถ้อยคํา สายตาอ่อนหวานกวาดผ่านผู้ ชม ราวกับกําลังมองเขาเพียงผู้เดียว เสียงขลุ่ยเร่งจังหวะ นางหมุนกายด้วย ปลายเท้า หมุนเร็วขึ้น เร็วขึ้น
แล้วพลันทะยานลอยขึ้นจากพื้น หญิงสี่นางปล่อยรีบบิ้นสีน้ําเงิน
ยาวพริ้วดุจคลื่นทะเล จ้าวเข่อหรันเหยียบปลายผืนผ้าไหม ลอยเด่นเหนือ คลื่นคราม ประหนึ่งเทพธิดาเหยียบคลื่นจันทรา เรือนร่างอ่อนช้อย ดุจเมม ขาวไหลเลื่อน ก้าวย่างราวตอกบัวผลิบานใต้ฝ่าเท้า แขนเรียวงามดุจไร้ กระดูก สายตาพร่างพราวเหมือนหมอกยามรุ่งสาง
ทุกผู้ลืมหายใจ ลืมแม้กระทั่งตนเอง เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าใดไม่มี ผู้ใดรู้ เมื่อเสียงขลุ่ยค่อย ๆ แผ่วลง นางหมุนกายครั้งสุดท้าย ก่อนหยุดยืน กลางเวที รอยยิ้มบางแตะมุมปาก
“หม่อมฉันขออภัย หากรายราไม่สมควรเพคะ”
เงียบงัน จากนั้นเสียงปรบมือกึกก้องดั่งฟ้าร้อง ฮ่องเต้เอ่ยด้วยน้ํา
เสียงตื่นตะลึง
“ร้าเช่นนี้ควร