อ่อนละมุน แววตาอบอุ่นราวจะ ทอดมองผู้ชมจากในภาพ ฮ่องเต้ซือถูหลิงจื้อหัวเราะเสียงด้ง
ไร?”
ฮ่องเต้
“ดี! ดี! ฝีมือยอดเยี่ยมจริง ดูแล้วราวกับมีชีวิต ฮองเฮา เจ้าคิดเช่น
ฮองเฮาฝืนยิ้มบาง แม้ในใจมิเต็มใจนัก แต่ย่อมมิอาจขัดพระพักตร์
“คุณหนูรองจ้าวช่างมีฝีมือ ภาพนี้วาดข้าได้สมจริงนัก”
เพียงถ้อยคํานี้ จ้าวเย่อเหรินก็แทบปลิวลอย นางคิดว่าตนสําเร็จ แล้ว ทั้งได้ชูจุดเด่นของตน ทั้งประจบฮองเฮาในคราเดียว จ้าวเข่อหรันมอง ภาพนั้นแล้วเพียงยิ้มบาง ฮองเฮายิ้มฝันเพียงใด คนสายตาคนย่อมเห็น แต่ จ้าวเย่อเหรินกลับหลงคิดว่าเป็นค่าชมจากใจ ความทะนงที่มองโลกผ่าน กระจกเงาของตนเอง…ช่างน่าขันนัก
ทว่าในที่นั่งอีกฟากหนึ่ง จ้าวชงกลับอกพองด้วยความภาคภูมิ บุตรีผู้ นี้ไม่เคยทําให้เขาผิดหวัง ได้คําชมจากทั้งฮ่องเต้และฮองเฮา ย่อมเป็นเกียรติ สูงสุด พ่อลูกคู่นี้…แม้ต่างวัย แต่ความมั่นตนมิได้ต่างกันเลย ไม่นานนักก็ถึง คราวของจ้าวเข่อหรัน นางก้าวขึ้นเวทีอย่างสงบ งามสง่าแต่ไม่โอ้อวด
“กราบทูลฝ่าบาท หม่อมฉันขอถวายการร่ายร้า แต่ต้องขอเวลา เตรียมการ และมีผู้ช่วยบางส่วน ไม่ทราบจะโปรดอนุญาตหรือไม่เพคะ”
ไทเฮาหัวเราะอย่างสนุกสนาน
“เด็กคนนี้ช่างชวนลุ้นนัก”
ฮ่องเต้พยักหน้า
“อนุญาต”
ไม่นาน ลานแสดงถูกปูด้วยผ้าไหมยาวซ้อนชั้นดุจหมอกบาง กลาง ลานมีหญิงสี่นางยืนรออยู่ ฉันเชียง ฉีเชียง ชื่อเสียง ฮวาเชียง (ล้วนปลอม โฉม) และผู้เป่าขลุ่ย…คือองค์ชายสาม