เมื่อสิ้นเสียงขันทีประกาศชื่อ ผู้คนทั้งท้องพระโรงต่างส่งสายตาให้
กันอย่างรู้กัน
พร้อมรอยยิ้มบางที่แฝงความคาดหวังเอาไว้โดยไม่ต้องเอื้อน
เอ่ย หลินซิ่วซิ่วจะร่ายร้าด้วยกระบี
เพียงได้ยินเช่นนั้น ความสนใจของทุกคนก็พลันถูกดึงดูดในทันที บุตรีของแม่ทัพใหญ่หลินเวย ผู้บัญชาการทหารม้าผู้เกรียงไกร ย่อมไม่อาจ เป็นเพียงสตรีอ่อนแอ งดงามแต่เปลือกนอก นางต้องเติบโตท่ามกลาง เสียงศัสตราวุธและกลิ่นคาวเลือด ย่อมเชี่ยวชาญทั้งบุ๋นและบู๊เป็นแน่ และ เมื่อคิดได้ดังนั้น ใครเล่าจะไม่เฝ้ารอ ?
หลินซิ่วซิ่วก้าวออกสู่ลานกลางอย่างมั่นใจ ชุดแดงเพลิงที่นางเปลี่ยน สวมตั้งแต่หลังฉากยิ่งขับผิวให้ขาวผ่องดุจหิมะต้องแสงอรุณ กระบี่คมวาวใน มือนั้นสะท้อนประกายไฟจากเชิงเทียนระยิบระยับ นางค้อมกายถวายบังคม ฮ่องเต้ ก่อนจะยกกระ ชั้น
แสงกระบี่พุ่งวาบดั่งอาทิตย์อัสดงฉาบผืนแผ่นดิน ท่วงท่าร่างกาย คล่องแคล่วดั่งเขียนเหาะเหินเหนือเมมา เสียงกลองน่าจังหวะพลันหยุดลง ฉับพลัน ราวเทพสายฟ้าระงับโทสะไว้ในอากาศ ขณะกระบี่ฟาดฟัน ลมปราณ พลุ่งพล่านราวคลื่นทะเลกราดเกรี้ยว แต่ครั้นจบเพลง ดาบกลับนิ่งสงบดัง ผิวนํ้ายามรุ่งสาง หยาบกร้านแต่สง่างาม แข็งแกร่งแต่แฝงความอ่อนช้อย
แรงและความงามหลอมรวมกันจนยากแยก
นางหมุนกาย เสื้อแดงสะบัดพลิ้ว บางคราอ่อนโยนดุจสายลม บาง คราดุดันดั่งพายุร้าย บางคราเร่าร้อนประกาศศักดา บางคราสงบนิ่งเก็บคม ดั่งดาบซ่อนเงา เวลานั้น ผู้คน