จากบทกวีเมื่อครู่ ก็รู้แล้วว่านางไม่ธรรม ตา และหยุนดีดีอีก็ไม่ทําให้ผิดหวัง นางเลือกเป่าขลุ่ย เสียงขลุ่ยแผ่วใส ลอย ยาวราวสายลมผ่านป่าสน บางช่วงกังวานสูงดุจเครนยาวเหินฟ้า บางครา
อ่อนหวานละมุนประหนึ่งเสียงกระซิบใต้จันทร์
ท่วงทํานองพลิ้วไหว คล้ายคลื่นหมอกล้อมภูผา บ้างแฝงความอ้าง ว้าง บ้างอ่อนโยนดุจลมหายใจของฤดูใบไม้ผลิ เมื่อเพลงจบ ผู้คนยังตกอยู่ ในภวังค์ ฮ่องเต้ตรัสชม
น้อย”
“ขลุ่ยเช่นนี้หาได้ยากนัก สมกับเป็นบุตรสาวอัครมหาเสนาบดีหยุน
หยุนอีอีโค้งกายอย่างอ่อนน้อม
“ฝ่าบาททรงชมเกินไป เพคะ สิ่งที่หม่อมฉันทําได้เป็นเพียงทักษะเล็ก
ถ้อยคําถ่อมตน ทําให้ผู้คนยิ่งชื่นชม จ้าวเข่อหรันเองก็อดนับถือไม่ ได้ แท้จริงแล้ว นางรู้ว่าหยุนอีอีเล่นพิณได้ยอดเยี่ยมเช่นกัน แต่วันนี้กลับ เลือกขลุ่ย… เพราะทั่วเมืองหลวงต่างรู้ดีว่า ฉินอี้เหมี่ยว คุณหนูแห่งจวน ฉินกั้วกง ผู้ได้รับสมญา “สตรีอันดับหนึ่งแห่งนคร” นั้น โดดเด่นที่สุดด้าน
พิณ
หากชนกันตรง ๆ ไม่ว่าผลจะเป็นเช่นไร ย่อมต้องมีฝ่ายเสียหาย หลบเลี่ยงอย่างสง่างาม… ช่างเฉียบแหลมนัก จ้าวเข่อหรันมองแผ่น หลังหยุนอีอี แล้วรู้สึกเสียดาย เดิมคิดว่านางเป็นเพียงคุณหนูเอาแต่ใจ แต่ แท้จริงกลับบริสุทธิ์และฉลาดลึก
ทว่า….หลังจากวันนี้ ความสัมพันธ์ของพวกนาง คงไม่มีวันกลับไป เหมือนเดิม เพียงเพราะหลินซิ่วซิ่วชอบหวี่อ๋อง… จ้าวเข่อหรันหันไปถลึงตา
ใส่ชื่อกูช โดยไม่รู้ตัว ฝ่ายนั้นงงงัน