หลังจากจับสลากเสร็จสิ้น งานคัดเลือกพระชายาก็เปิดฉากขึ้นอย่าง เป็นทางการ ไม่ว่าสลากจะได้ล้าดับต้นหรือท้าย บรรดาคุณหนูจากแต่ละ ตระกูลต่างปรับสีหน้า เก็บงําความหวั่นไหว แล้วสวมท่า งดงามที่สุดเข้าสู่ สนามประลองแห่งโชคชะตา
บนบัลลังก์สูง ฮ่องเต้ ซือถูหลิงจื้อ ทรงทอดพระเนตรลงมา พลาง
แย้มพระสรวล
“ดูท่าทางคุณหนูทั้งหลายจะพร้อมแล้ว เช่นนั้นก็เริ่มเถิด ทุกคนคง ทราบขั้นตอนดีแล้ว ด่านแรกนี้ ข้าจะทดสอบความสามารถด้านกวี”
พระองค์ทรงครุ่นคิดชั่วครู่ ก่อนตรัสว่า
“ให้ใช้คําว่า ‘จันทร์’ เป็นหัวข้อ แต่งบทกวีหนึ่งบท จํากัดเวลาเพียง ดริงก้านธูป เมื่อธูปมอดลง จงเรียงลําาดับออกมาอ่านให้ข้าฟัง ใครไม่พร้อม จะสละสิทธิ์ก็ไม่ถือเป็นความผิด”
สิ้นสุรเสียง ขันทีผู้น้อยก็ยกกระถางธูปมาตั้งกลางท้องพระโรง ควัน บางลอยอ้อยอิ่ง บอกเวลาที่กําลังไหลรินไปอย่างไม่ปรานี ทั่วทั้งตําหนักเงียบ สงัด คุณหนูแต่ละนางก้มหน้าครุ่นคิด ราวกับปลายพู่กันจะชี้ชะตาชีวิต หาก วันนี้โดดเด่นขึ้นมาได้ อนาคตทั้งชีวิตก็จะส่องสว่างดุจจันทร์เพ็ญ
ท่ามกลางความตึงเครียดนั้น จ้าวเข่อหรัน กลับสงบนิ่ง นางเคยถก บทกวีกับท่านตาผู้ล่วงลับมานับไม่ถ้วน เรื่อง “จันทร์” จึงไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่ แม้ไม่กล้าอวดว่าเหนือใคร แต่อย่างน้อยก็มั่นใจว่าจะไม่อับจนค้า สายตานาง กวาดมองไปรอบ ๆ เห็นฉินอี้เหมี่ยว และจ้าวเข่อเหริน ที่เคยเย่อหยิ่ง บัดนี้ ก็ก้มหน้าเคร่งเครียด ไม่เหลือร