้านธูปมอดลงอย่างรวดเร็ว
ฮ่องเต้ทรงตรัส “หมดเวลาแล้ว ถึงคราวแสดงฝีมือ”
ผู้ได้หมายเลขหนึ่งคือหยุนอีอี นางก้าวออกมา ทําความเคารพอย่าง
สง่างาม ก่อนขับยานว่า
“จันทร์กระจ่างลอดกิ่งไม้ ทําให้นกกางเขนสะดุ้งบิน
ลมเย็นยามเที่ยงคืน พัดพาเสียงจักจั่นร้องระงม
กลางกลิ่นหอมดอกข้าว ผู้คนพูดถึงปีอุดมสมบูรณ์
ฟังเสียงกบร้องระงมอยู่ทั่วทุ่งนา
ดาวเจ็ดแปดดวงพร่างอยู่ไกลยอบฟ้า
ฝนสองสามหยดโปรยลงตรงเชิงเยา
กระท่อมฟางเก่าใต้ป่าศาลเจ้าที่เคยเห็นเมื่อก่อน
พอถนนเลี้ยวผ่านสะพานลําธาร ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า
เสียงชื่นชมดงก้อง บทกวีบรรยายภาพค่าคืนชนบทใต้แสงจันทร์ กลิ่นรวงข้าว เสียงจักจั่นและกบ ประหนึ่งภาพวาดที่มีชีวิต งดงาม ละมุน และเปี่ยมด้วยความหวังแห่งฤดูเก็บเกี่ยว ฮ่องเต้ พยักพระพักตร์อย่างพอ
พระทัย
สมกับเป็นธิดาเสนาบดีจริง ๆ”
หยุนอีอียิ้มบาง ไม่ถือตัว ไม่ลิงโลด สมกับกุลสตรีผู้ได้รับการอบรม อย่างดี จ้าวเข่อหรันมองภาพนั้นด้วยความชื่นชม เด็กสาวร่าเริงในวันธรรม ดา บัดนี้กลับงามสง่าไร้ที่ติ ทว่านางกลับรู้สึกเศร้าแผ่ว ๆ …หลังวันนี้ ความ สัมพันธ์คงไม่เหมือนเดิมอีก
ว่า
ถัดมาคือหลินซิ่ว ว นางก้าวออกมา สูดลมหายใจลึก แล้วเอื้อนเอ่ย
“ยามผู้คนว่างสงบ กลีบกุ้ยฮวาร่วงแผ่ว ค่ําคืนเงียบงัน ภูเขา ฤดูใบไม้ผลิราวว่างเปล่า
เมื่อจันทร์ลอยขึ้น นกในพงไพรสะดุ้งตื่น ส่งเสียงร้องแว่วเป็น คราว ๆ อยู่ในธารหุบเขา
บทกวีเรียบง่าย แต่สดชื่นดุจสา