ทุกสิ่งในวังหลวงดูสงบราบเรียบประหนึ่งผิวน้ําได้
คลื่น แม้ใต้ความสงบนั้นจะยังมีสายลมแห่งความริษยาพัดผ่านเบา ๆ ก็ตาม
ระหว่างฉินอี้เหมี่ยวกับจ้าวเข่อเหริน แม้มองหน้ากันแล้วแววตาไม่เป็นมิตร นัก แต่ก็ไม่มีฝ่ายใดก้าวล้ําเส้นให้เสียรูปเสียมารยาท ฮองเฮายังคงมีพระ บัญชาเรียกฉินอี้เหมี่ยวเข้าเฝ้าหลายครั้ง บางคราก็โปรดให้นางร่วมเสวยที่ สําหนัก เฟิง จนผู้คนต่างพากันคาดเดาเงียบ ๆ
ส่วนจ้าวเย่อเหริน แม้จะมีสนมนางในหลายนําหนักเรียกไปพบ แต่
พระนางฮองเฮากลับมิได้มีรับสั่งถึงนางแม้สักครั้ง ความไม่พอใจจึงสุมแน่น อยู่ในอก ทว่านางก็เรียนรู้ที่จะยิ้มหวานกลบเกลื่อน นางมิได้ถูกเรียกหา นาง ก็เดินไปคารวะเสียเอง รอยยิ้มอ่อนหวานกับท่าทีเรียบร้อย ทําให้ได้ พบฮองเฮาหลายครา เพียงแต่ว่า…พระนางโปรดปรานหรือไม่ คนนอกมีอาจ
ล่วงรู้
ส่วนจ้าวเข่อหรันนั้น นางไปถวายความเคารพเพียงฮองไทเฮาเท่า
นั้น คําเชิญจากตําหนักอื่นล้วนปฏิเสธอย่างสุภาพ นางไม่ยอมให้ตนกลาย เป็นสินค้าวางบนหิ้ง ให้ผู้ใดมองสํารวจราวกับเลือกซื้อผ้าแพร่ในตลาด
ในหลายวันนั้น นางสนิทสนมกับหลินซิ่วซิ่วและหมุนอีอีเป็นพิเศษ มิตรภาพของสามสาวค่อย ๆ ผลิบานละมุนละไม ท่ามกลางวังหลวงอันเย็น ชา สําหรับบุตรีตระกูลอื่น นางคงหลัก “มิตรภาพดุจสายน้ําใส” ไม่เย็นเกิน
ไม่ร้อนแรงเกิน เพียงพอให้เกียรติ แต่ไม่เปิดใจ
เวลาเดินเร็วราวลูกศรหลุดสาย ในที่สุดวันงานคัดเลือกชายาก็มาถึง
รุ่งเช้