นางกํานัลเห็นสีหน้าผู้เป็นนาย จึงเอ่ยเบา ๆ “จะให้หม่อมฉันปฏิเสธไปก่อนดีหรือไม่เพคะ ว่าสนมประชวรอยู่?”
ชูเฟยนิ่งคิดครู่หนึ่ง หลบเลี่ยงมาเนิ่นนานพอแล้ว หากไม่พูดให้ชัด เสียที คงไม่มีวันสิ้นสุด
“ให้เชิญเข้ามา”
ไม่นาน หลี่เฟยก็ก้าวเข้าสู่โถงใหญ่ของตําหนัก ภาพที่เห็นทําให้นาง สะอีก ซูเฟยนั่งอยู่บนที่ประทับ ดื่มชาอย่างสบาย มิได้มีท่าทีป่วยไข้แม้แต่ น้อย หลายวันที่ผ่านมานางเป็นห่วงแทบขาดใจ แต่ที่แท้ลูกสาวมิได้ป่วยเลย เพียงไม่อยากพบหน้า! ความโกรธลุกโชนอยู่ในอก แต่ยังต้องคุกเข่าถวาย
บังคม
“หม่อมฉันถวายบังคมชูเฟย ขอพระองค์ทรงพระเจริญ” ปกติชูเฟยย่อมรีบให้คนพยุงขึ้น ทว่า ครานี้เพียงเอ่ยเนือย ๆ
“ลุกขึ้นเถิด”
น้าเสียงเย็นชา ราวไร้สายใย หลี่เฟยลุกขึ้น ความคับแค้นสะสมหลาย
วันพลันปะทุ
“หม่อมฉันใหนเลยกล้ารบกวน เพียงได้ยินว่าพระองค์ประชวร จึงมา เยี่ยม ไฉนจึงหลบหน้าหม่อมฉันเล่า หรือแม้สิทธิ์จะพบหน้าลูกสาวก็ไม่มี
แล้ว?”
ชูเฟยขมวดคิ้ว
“หากมารดามีเรื่องใด ก็พูดมาตรง ๆ อย่าอ้อมค้อม”
คําตอบเรียบเฉย กลับยิ่งราดน้ํามันลงกองไฟ
“เจ้ายังเรียกข้าว่าแม่ได้อีกหรือ!” หลี่เฟยเสียงสั่น
“หลายวันมานี้ข้ามาทุกวัน เจ้ากลับไม่พบหน้า ข้าผิดอะไร?”
ซูเฟยสีหน้าเย็นจัด
“มารดา โปรดระวังคําพูด นี่คือตําหนักหลวง มิใช่เรือนสกุลหลี่
คําว่า “ตัวข้า” ที่นางใช้แทนตน ซ้ําแล้วซ้ําเล่า คือการเตือนว่าขณะนี้ ฐานะคือพระสนม มิใช่บุตรีธรรมดา