่ว จ้าวเข่อหรันย่อกาย นับอย่างสงบ
“เพคะ แม้เวลาผ่านไปนาน หม่อมฉันยังจําพระสิริโฉมอันสง่างาม ของฮองเฮาได้ไม่ลืม วันนี้ได้เข้าเฝ้าอีกครั้ง พระสิริโฉมยังงดงามดุจเดิม”
ฮองเฮาทรงแย้มสรวล
“ช่างกล่าวเก่งนัก”
ถ้อยคําแลดูสุภาพ แต่แววพระเนตรกลับเย็นเฉียบ จ้าวเข่อหรันรับรู้ ได้ ฮองเฮามิได้โปรดปรานนางเลยแม้แต่น้อย ไม่นานนัก พระนางหันไปหา ฉินอี้เหมี่ยว น้าเสียงอ่อนโยนลงชัดเจน
ละไม
“อี้เหมี่ยว มิได้เข้าเฝ้ามานานแล้ว เหตุใดช่วงนี้ไม่เข้าวังเล่า?”
น้ําเสียงนั้นอบอุ่นดุจผู้ใหญ่เอ็นดูบุตร ฉินอี้เหมี่ยวก้าวออกมา ยิ้ม
“หม่อมฉันมัวแต่ยุ่งเรื่องในบ้าน จึงมิได้เข้าเฝ้าบ่อยนัก ต้องขอ
ประทานอภัยเพคะ”
หากว่างก็เข้าวังบ้าง ข้าชอบเจ้ามาก
ประโยคสั้น ๆ แต่หนักแน่นพอให้ทุกคนเข้าใจ สายตาอิจฉาริษยา แล่นวาบทั่วตําหนัก จ้าวเย่อเหรินก้ามือแน่น เล็บจิกฝ่ามือจนเจ็บ ในใจนาง ยกตนเป็นไท่จื่อเฟยไปแล้ว ครานี้เห็นภาพตรงหน้า ราวมีคนมายื้องของที่ นางคิดว่าเป็นของตน ฉินอี้เหมี่ยวเองก็มิได้ถ่อมตนจริงจังนัก นางตอบแทน ด้วยสายตาท้าทาย “บางคนคิดปีนขึ้นฟ้า ทั้งที่ยังยืนไม่มั่น ระวังจะตกลงมา เจ็บหนัก” แววตานางราวกล่าวเช่นนั้น บรรยากาศภายนอกชื่นมื่น แต่ภาย ในคุกรุ่นดุจไฟใต้เถ้า
จ้าวเข่อหรันยืนเงียบ ยิ้มบาง ปล่อยให้สายตาทั้งหมดไหลผ่านตนไป นางพินิจ จํานวนผู้เข้าร่วมคัดเลือก มากเสียจนแทบแน่นตําหนัก แม้กระทั่ง จ้าวเข่อผิง บุตรสาวรองของท่าน