าวพลิกฝ่ามือ เขารีบค้านับ
อย่างนอบน้อม
“ในเมื่อท่านจวิ้นคู่ตรัสดังนี้ บ่าวก็ไม่มีคําอื่นจะกล่าวแล้ว ขอเชิญ ท่านจวิ้นจี่ขึ้นรถม้าเถิด”
สินค้า เขาถอยเปิดทางไปยังรถม้าคันหรูที่สุดอย่างชัดเจน ใบหน้า จ้าวเข่อเหรินเขียวคล้ําา กัดฟันจนแทบแหลก ทว่ามีกล้าเอื้อนเอ่ยอีก เพราะ บทเรียนเมื่อครู่ยังฝังลึกในใจ หลังร่ําลาบิดามารดา สองพี่น้องต่างพาสาวใช้ ของตนขึ้นรถม้าหลวง มุ่งหน้าสู่วังหลวง
หน้าประตูจวน เหลือเพียงจ้าวหลินกับจ้าวเหมยยืนมองรถม้าค่อย ๆ เลือนหาย สองนางคือบุตรีอนุ ภายใต้ชายคาเดียวกัน ทว่าแตกต่างราวฟ้า กับดิน ดวงตาเต็มไปด้วยความอิจฉาและโหยหา หญิงใดเล่าจะไร้ฝันได้ ใคร เล่าจะไม่เคยจินตนาการถึงตําแหน่งพระชายา
แต่พวกนางรู้ดี ตนเป็นเพียงบุตรีอนุ มิใช่สายเลือดภรรยาเอก อีกทั้ง มารดาก็ต่ําต้อยที่สุดในบรรดาอนุทั้งหลาย ปกติต้องอาศัยร่มเงาฮูหยินเอก
ประทังชีวิต อนาคต…คงมีอาจงดงามเช่นสองพี่น้องนั้น
หลี่อี๋เหนียง ผู้เป็นมารดา ยืนอยู่ด้านหลัง มองแววตาลูกสาวด้วยหัว ใจปวดร้าว ตลอดชีวิตนางเงียบงันดุจเงา เป็นเพียงเครื่องมือผูกมัดสามี ให้ฮูหยินเอก ยิ่งคลอดบุตรสาวสองคน ยิ่งไร้ที่ยืน
วันนี้…นางเริ่มตั้งคําถามกับตนเอง การถอยหนีตลอดมานั้น ถูกต้อง จริงหรือ หากยังนิ่งเฉยเช่นนี้ ลูกสาวจะมีวันได้ลืมตาอ้าปากหรือไม่ เมล็ด แห่งความคิดเริ่มหยั่งรากในใจ
ภายในรถม้า จ้าวเข่อหรันทอดสายตามองม่านผ้า อารมณ์ซับซ้อน ยิ่ง การเข้