ทันทีที่ก้าวล่วงเข้าสู่เรือนของหลิวอี้เหนียง จ้าวเข่อหรันก็สัมผัสได้ถึง บรรยากาศอันอิมคริม ผู้คนในห้องมีอยู่ไม่น้อย บิดาและมารดามาถึงก่อน แล้ว จ้าวอิงกับจางอี้เหนียงก็ยืนอยู่ปลายเตียง ส่วนจ้าวเย่อเหริน ผู้ที่เมื่อครู่ เพิ่งสะบัดชายเสื้อจากไปก่อนหน้า ก็มายืนอยู่เคียงข้างมารดา
หลิว เหนียงเอนกายพิงหมอน สีหน้าซีดเผือดราวกลีบดอกไม้ต้อง ลมหนาว แม้ยังอ่อนแรง ทว่าแววตากลับมีประกายชีวิตกว่าคืนก่อน
จ้าววงนั่งอยู่ข้างเตียง ใบหน้าคร่ําเคร่ง ส่วนฉันเชียงเหอและจ้าวเข่อเหริน ยืนเคียงข้างเขา ขณะที่จางอี้เหนียงกับจ้าวจึงยืนสงบอยู่ปลายเตียง
เมื่อเห็นจ้าวเข่อหรันก้าวเข้ามา จ้าวอิงปรายตามองด้วยสายตาท้า
ทาย ราวกับจะประกาศชัยชนะล่วงหน้า หากจ้าวเข่อหรันเพียงเหลือบมอง
ผ่าน ๆ ไม่คิดแม้จะเก็บคํายั่วยุไว้ในใจ สําหรับนางแล้ว จ้าวอิงในยามนี้มิใช่ อะไรไปกว่าตัวตลกในโรงงิ้ว ดิ้นรนเพียงใดก็ยังน่าขัน
นางกวาดสายตามองหลิวอี้เหนียงแวบหนึ่งอย่างแนบเนียน อีกฝ่าย
สบตาแล้วพยักหน้าเบา ๆ อย่างลับ ๆ คล้ายสัญญาณบางอย่างที่มีเพียงสอง คนเข้าใจ จ้าวเย่อหรันก้าวไปข้างหน้า ค้อมกายคารวะจ้าวชงและฉินเชียง
เหอ
เจ้าค่ะ”
“บุตรสาวคารวะท่านพ่อท่านแม่ มาช้าไป ทําให้ต้องคอย ขออภัยด้วย
ตามฐานันดรศักดิ์แล้ว นางในฐานะเหวินจวิ้นจู่แห่งราชวงศ์ต้าลี่ ย่อม ไม่จําต้องคารวะบิดามารดาเช่นนี้ แต่ธรรมเนียมย่อมมิอาจละเลย อีกทั้งหาก ทําสิ่งใดบกพร่อง ก็อา