จ้าวเข่อหรันย่อมไม่ยอมให้จ้าวเย่อเหรินใส่ร้ายตนง่าย ๆ นางรีบทําสี หน้าเจ็บช้ํา ราวกับถูกหักหลังจากคนใกล้ชิด ก่อนเอ่ยเสียงสั่นว่า
“เย่อเหริน เจ้ากําาลังพูดสิ่งใดกันแน่? เจ้าเห็นเหตุการณ์กับตาตัวเอง หรือ? หากไม่เห็น เหตุใดจึงปักใจว่าเป็นความผิดของข้า? การตัดสินโดยไม่ แยกต่าขาวเช่นนี้ ทําให้ข้าเจ็บปวดยิ่งนัก”
ถ้อยคําของจ้าวเข่อหรันทําให้จ้าวเข่อเหรินชะงักไปครู่หนึ่ง นางไม่ได้
เห็นเหตุการณ์ เพียงได้ฟังคําบอกเล่า แต่ใช่ว่านางจะโง่เขลา
“ท่านพี่เข้าใจผิดแล้ว ข้าเพียงได้ยินจ้าวอิงกล่าวเช่นนั้น จึงออกปาก ปลอบใจเท่านั้น ด้วยเจตนาดีล้วน ๆ มิได้คิดร้าย ท่าน อย่าได้ถือสา”
เพียงประโยคสั้น ๆ กลับโยนความผิดทั้งหมดไปยังจ้าวถึงอย่างแนบ เนียน ตนเองยังคงสวมบทผู้บริสุทธิ์อย่างหมดจด แม้แต่จ้าวเข่อหรันก็ต้อง ยอมรับ บางคราวจ้าวเข่อเหรินก็เฉลียวฉลาดไม่น้อย นางยิ้มบาง คล้ายยิ้ม คล้ายไม่ยิ้ม สายตาเย็นเยียบพุ่งไปยังอีกฝ่าย
“ดูเหมือนเจ้ากับน้องสามจะสนิทสนมกันนัก ถึงขั้นเชื่อคําของนาง
มากกว่าพี่สาวร่วมสายเลือดอย่างข้า”
คําพูดนั้นเหมือนเข็มทิ่มแทงหัวใจ จ้าวเข่อเหรินหน้าเสียทันที ผู้ใดใน จวนจะไม่รู้ว่าหลังเหตุการณ์ครานั้น นางกับจ้าวอิงต่างฝ่ายต่างเป็นศัตรู ต่อ หน้าไม่ทัก หลังบ้านไม่มองกันด้วยช้า ค้ากล่าวของจ้าวเข่อหรันจึงเป็นการ เย้ยหยันตรง ๆ
แม้ในใจอยากช้าเติมเพียงใด นางก็ข่มไว้ เลือกยืนดูสถานการณ์ เงียบ ๆ ไม่ออ