ไม่นานนัก ทั้งสองก็มาถึงศาลาริมสระ ทันทีที่ก้าวเข้าไป จ้าวเข่อหรัน ก็เห็นว่าภายในศาลามีคนนั่งอยู่ก่อนแล้ว นางเงยหน้ามองเพียงแวบเดียวก็ ได้แต่ยกมือกุมหน้าผากอย่างจนใจ ช่างเป็นศัตรูที่ฟ้าลิขิตให้มาพบพานกัน
เสียจริง!
วันนี้มันวันอะไรกันแน่ เหตุใดไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็ล้วนพบแต่ผู้ที่ ไม่อยากพบหน้า เพิ่งหลบหลีกหลิวอี้เหนียงไม่พ้น ก็ต้องมาเผชิญหน้ากับ จ้าวอิงที่เพิ่งปะทะคารมกันเมื่อวาน ความรู้สึกกระอักกระอ่วนแผ่ซ่านอยู่ใน
อก จ้าวเข่อหรันยังจําสายตาก่อนจากกันของอีกฝ่ายได้ชัดเจน สายตาที่แฝง ไว้ด้วยความอาฆาต ราวกับกําลังคิดวางแผนบางอย่าง
ไม้ผลิ
หลิวอี้เหนียงเป็นฝ่ายเอ่ยก่อน น้ําเสียงอ่อนหวานประหนึ่งลมฤดูใบ
“คุณหนูสามก็อยู่ที่นี่หรือเจ้าคะ ดูท่าวันนี้จะเป็นวันดีจริง ๆ ทุกคน ต่างออกมาเดินเล่นในสวนกัน”
จ้าวอิงเมื่อคืนถูกจ้าวเข่อหรันปฏิเสธอย่างไม่ไยดี จึงอัดอั้นคับข้องใจ
ออกมาเดินสงบจิตใจในสวน ครั้นเงยหน้าขึ้นก็พบคนที่ไม่อยากเห็นที่สุด
นางแค่นเสียงเย็น
“อ้าว…นี่มิใช่ท่านเหวินจวิ้นคู่หรือ เหตุใดวันนี้จึงมีอารมณ์ออกมาเดิน
เล่นเล่า? มิใช่ว่าควรเก็บตัวเตรียมงานคัดเลือกพระชายาหรือ? แม้จะได้
ตําแหน่งจวิ้นจู่ แต่ก็ใช่ว่าจะถูกเลือกแน่เสมอไป”
ถ้อยคําประชดประชันนั้นคมราวมีด ทว่าจ้าวเข่อหรันกลับไม่สะทก สะท้าน นางเดินไปนั่งลงอย่างสง่างาม เอ่ยด้วยน้ําเสียงเรียบเฉย
“ขอบใจในความห่วงใยของน้องสาม เรื่องของข้า ข